Friday, June 21, 2024
Homeปุจฉาหาคำตอบนวัตกรรมของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์”

นวัตกรรมของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์”

เมอร์เซเดสรุ่น 170 รถยนต์โดยสารคันแรกที่ใช้ระบบเบรคแบบไฮดรอลิค ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

นับตั้งแต่วันที่รถ “เบนซ์ เพเทนท์ มอเตอร์ คาร์” รถยนต์คันแรกของโลก ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1886 นับเป็นเวลาถึง 125 ปี ที่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ซึ่งเป็นผู้นำด้านการคิดค้น และประดิษฐ์ยนตรกรรมของโลก ได้พัฒนานวัตกรรมยานยนต์ด้านต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ในการเป็นผู้นำ ที่เพียบพร้อมไปด้วยความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะยังคงรักษาบทบาทสำคัญ ในการกำหนดอนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ด้วยการเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ โดยมุ่งตอกย้ำใน 5 ด้าน อันได้แก่ ผู้นำนวัตกรรมด้านการผลิตรถยนต์ ผู้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยียนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัย ผู้นำนวัตกรรมด้านความสะดวกสบาย และผู้นำนวัตกรรมด้านดีไซน์ เพื่อยกระดับมาตรฐานของนวัตกรรมการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องให้แก่โลกยานยนต์

บล่า บาเรนญี (Bela Barenyi) ผู้วางรากฐานการสร้างความปลอดภัยให้กับยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์

หากจะพูดถึงมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก เรื่อง “ความปลอดภัย” จะถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญอันดับแรก เช่นเดียวกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งให้ความสำคัญ กับภารกิจในการสร้างความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยเรามุ่งมั่นสานต่อความทุ่มเท ด้านการพัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างจริงมาโดยตลอด ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบ จากแรงปะทะในการชนหรือไม่ให้เกิดผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้นแก่ผู้โดยสาร โดยพันธกิจหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ การลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ ให้เป็นศูนย์ นอกจากนี้ปรัชญาของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ว่า “สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การป้องกันอุบัติภัยแก่ผู้ขับขี่และ หากเราหยุดมันไม่ได้ สิ่งต่อไปที่เราต้องทำ คือ การลดผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุนั้น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำงานของเรา จากวิวัฒนาการของการคิดค้น พัฒนา และสรรค์สร้างนวัตกรรมด้านความปลอดภัย
สำหรับมาตรฐานความปลอดภัย อันเป็นตำนานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 ผู้บุกเบิกด้านความปลอดภัยนามว่า เบล่า บาเรนญี (Béla Barényi) ได้ช่วยพัฒนาและค้นพบระบบปลอดภัยใหม่ๆ มากมาย ซึ่งเขาถือเป็นผู้วางรากฐานการสร้างความปลอดภัยให้กับยานยนต์ โดยนวัตกรรมแรกได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 1931 รถยนต์เมอร์เซเดสรุ่น 170 เป็นรถยนต์โดยสารคันแรก ที่ใช้ระบบเบรคแบบไฮดรอลิคทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถัดมาในปี 1958 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเป็นผู้ริเริ่มโปรแกรมการทดสอบการชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งกลายเป็นเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในรถยนต์ มาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาในปี 1959 รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น 220, 220 S และ 220 SE ซึ่งอยู่ในซีรีส์ที่มีชื่อว่า “เบนซ์หางปลา (Fintail)” ได้เปิดมิติใหม่ให้กับวงการยานยนต์ ด้วยการเป็นซีรีส์แรกในโลก ที่ผลิตขึ้นมาพร้อมกับพื้นที่ยืดหยุ่นรับแรงประทะ (Crumple Zone) รวมทั้งห้องโดยสารที่มีความแข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ ถือเป็นต้นแบบของแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย

เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น 220 SE ซึ่งอยู่ในซีรีส์ที่มีชื่อว่า “เบนซ์ หางปลา (Fintail)” เป็นซีรีส์แรกในโลกที่ผลิตขึ้นมาพร้อมกับพื้นที่ยืดหยุ่นรับแรงปะทะ (Crumple Zone)

นับตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา วัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ การช่วยลดการบาดเจ็บของผู้โดยสาร และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่คนอื่นๆ บนท้องถนนด้วยเทคโนโลยี ความปลอดภัยที่ทรงประสิทธิภาพใน รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยในปี 1969 ได้มีการประดิษฐ์เข็มขัดนิรภัยแบบ สามจุด เข้ามาใช้เป็นอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ และถัดมาในปี 1971 แนวคิดเรื่องนวัตกรรมด้านความปลอดภัยแบบสมบูรณ์ ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยเริ่มเพิ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยต่างๆ ไว้ในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ 350 SL ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ยนตรกรรมที่ถูกสรรค์สร้างขึ้น เพื่อป้องกันและรับมือกับอุบัติเหตุ อาทิ ถังน้ำมัน ที่ออกแบบให้สามารถทนแรงกระแทกที่เกิดจากการปะทะได้ เป็นการลดผลกระทบอันอาจจะก่อให้เกิดอันตราย เช่น การระเบิด หรือ น้ำมันรั่ว

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 350 SL ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นยนตรกรรมที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและรับมือกับอุบัติเหตุ

ในขณะที่นวัตกรรมด้านความปลอดภัย ช่วงก่อนและระหว่างทศวรรษ 70 ถือเป็นนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาในรูปแบบ Passive safety ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัย ที่เป็นการปกป้องและบรรเทาอันตรายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายยุค 70 เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็ได้พัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัยในรูปแบบ Active safety โดยได้คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันผู้ขับและผู้โดยสาร ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ซึ่งได้นำมาใช้กับรถยนต์นั่งโดยสารเป็นครั้งแรก ในรุ่น S-Class 116-Series ในปี 1978 ถัดมาในปี 1981 ถุงลมนิรภัยก็ได้ถูกประดิษฐ์ และติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S-Class และ Coupe (126-Series) เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากการชนตรงส่วนคนขับ ซึ่งทั้งสองสิ่งได้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่รถยนต์ทุกคันจำเป็นต้องมีในปัจจุบัน
อีกหนึ่งนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปี 1995 ที่มีความสามารถในการช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ ให้แก่ผู้ขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ถึง ร้อยละ 42 คือ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP – Electronic Stability Program) ซึ่งช่วยให้ล้อรถยนต์เกาะยึดผิวถนนได้ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมการทรงตัวของระบบช่วงล่าง เมื่อเกิดการเบรกรถอย่างกระทันหัน โดยได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถ เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S 600 Coupe ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานของรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ทั่วโลก นับเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำ ในฐานะผู้บุกเบิกด้านความปลอดภัยให้แก่ ยนตรกรรม ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เกิดประโยชน์จริงแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ จากนั้นต่อมาในปี 2002 เทคโนโลยีล่าสุด ที่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการคิดค้นและพัฒนาด้านความปลอดภัยในโลกยานยนต์ ก็ได้ถูกรังสรรค์ขึ้น นั่นคือ ระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE) ซึ่งได้นำมาใช้ในรถเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S-Class 220-Series โดยระบบนี้เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีแบบ Passive Safety และ Active Safety ซึ่งได้รับรางวัลด้านความปลอดภัยระดับนานาชาติมากมาย ด้วยการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ของระบบ ESP และระบบช่วยเบรก BAS โดยระบบ PRE-SAFE จะทำการดึงสายเข็มขัดนิรภัยส่วนคนขับ และผู้โดยสารด้านหน้า ให้กระชับเข้ากับร่างกายในทันที เมื่อพบว่ารถกำลังเผชิญกับสถานการณ์ ที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ระบบยังช่วยปรับที่นั่ง ให้อยู่ในท่านั่งที่เหมาะสม รวมถึงระบบจะสั่งการปิดหน้าต่างแบบอัตโนมัติ เพื่อเตรียมความพร้อม และปกป้องอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ปกป้องทุกชีวิตภายในห้องโดยสาร ให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุด

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ได้นำมาใช้กับรถยนต์นั่งโดยสารเป็นครั้งแรกในรุ่น S-Class 116-Series ในปี 1978

ในปัจจุบันระบบความปลอดภัยต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการบูรณาการระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงแบบ (Linguatronic) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานของวิทยุ เครื่องเล่นดีวีดี ระบบนำทางและโทรศัพท์ โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย โดยนวัตกรรมนี้ ได้นำมาใช้กับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ตั้งแต่ปี 1997 ระบบ Distronic System ที่ใช้เรด้าเป็นตัวเซ็นเซอร์ ในการวัดระยะห่างของรถคุณจากรถที่อยู่ข้างหน้า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยระบบนี้ได้รับการพัฒนาให้ร่วมกับ ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (Intelligent Light System) เทคโนโลยีระบบไฟส่องทาง ที่ได้รับการพัฒนา เพื่อช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืน เป็นไปอย่างชัดเจนและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยระบบจะทำหน้าที่ปรับระดับความสว่างของไฟหน้า ให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ รวมถึงระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ที่ได้รับการพัฒนา โดยสามารถตรวจจับและวิเคราะห์ได้มากกว่า 70 ลักษณะพิเศษที่แสดงถึงความเหนื่อยล้า ขณะการขับขี่ และส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวัง
นวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่เป็นไฮไลท์ทั้งหมดนี้คือ ผลงานจากพันธกิจของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ให้เป็นศูนย์ ความท้าทายต่อไปของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ การสร้างสรรค์ยนตรกรรมเจเนอเรชั่นใหม่ ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ให้กับการใช้รถ ใช้ถนนของทุกคนในโลกปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 125 ปีที่ผ่านมา เปรียบเสมือนสิ่งที่ยืนยันว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่เพียงแต่ประดิษฐ์ยานยนต์ เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายเพียงเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเห็นได้จากการที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์ทั่วไปในปัจจุบัน อันเป็นที่มาของคำว่า “ความเป็นเมอร์เซเดส มีอยู่ในรถยนต์ปัจจุบันทุกคัน”

 

RELATED ARTICLES
- Advertisment -









- Advertisment -




นวัตกรรมของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์”

เมอร์เซเดสรุ่น 170 รถยนต์โดยสารคันแรกที่ใช้ระบบเบรคแบบไฮดรอลิค ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

นับตั้งแต่วันที่รถ “เบนซ์ เพเทนท์ มอเตอร์ คาร์” รถยนต์คันแรกของโลก ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1886 นับเป็นเวลาถึง 125 ปี ที่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ซึ่งเป็นผู้นำด้านการคิดค้น และประดิษฐ์ยนตรกรรมของโลก ได้พัฒนานวัตกรรมยานยนต์ด้านต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ในการเป็นผู้นำ ที่เพียบพร้อมไปด้วยความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะยังคงรักษาบทบาทสำคัญ ในการกำหนดอนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ด้วยการเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ โดยมุ่งตอกย้ำใน 5 ด้าน อันได้แก่ ผู้นำนวัตกรรมด้านการผลิตรถยนต์ ผู้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยียนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัย ผู้นำนวัตกรรมด้านความสะดวกสบาย และผู้นำนวัตกรรมด้านดีไซน์ เพื่อยกระดับมาตรฐานของนวัตกรรมการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องให้แก่โลกยานยนต์

บล่า บาเรนญี (Bela Barenyi) ผู้วางรากฐานการสร้างความปลอดภัยให้กับยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์

หากจะพูดถึงมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก เรื่อง “ความปลอดภัย” จะถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญอันดับแรก เช่นเดียวกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งให้ความสำคัญ กับภารกิจในการสร้างความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยเรามุ่งมั่นสานต่อความทุ่มเท ด้านการพัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างจริงมาโดยตลอด ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบ จากแรงปะทะในการชนหรือไม่ให้เกิดผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้นแก่ผู้โดยสาร โดยพันธกิจหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ การลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ ให้เป็นศูนย์ นอกจากนี้ปรัชญาของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ว่า “สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การป้องกันอุบัติภัยแก่ผู้ขับขี่และ หากเราหยุดมันไม่ได้ สิ่งต่อไปที่เราต้องทำ คือ การลดผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุนั้น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำงานของเรา จากวิวัฒนาการของการคิดค้น พัฒนา และสรรค์สร้างนวัตกรรมด้านความปลอดภัย
สำหรับมาตรฐานความปลอดภัย อันเป็นตำนานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 ผู้บุกเบิกด้านความปลอดภัยนามว่า เบล่า บาเรนญี (Béla Barényi) ได้ช่วยพัฒนาและค้นพบระบบปลอดภัยใหม่ๆ มากมาย ซึ่งเขาถือเป็นผู้วางรากฐานการสร้างความปลอดภัยให้กับยานยนต์ โดยนวัตกรรมแรกได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 1931 รถยนต์เมอร์เซเดสรุ่น 170 เป็นรถยนต์โดยสารคันแรก ที่ใช้ระบบเบรคแบบไฮดรอลิคทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถัดมาในปี 1958 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเป็นผู้ริเริ่มโปรแกรมการทดสอบการชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งกลายเป็นเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในรถยนต์ มาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาในปี 1959 รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น 220, 220 S และ 220 SE ซึ่งอยู่ในซีรีส์ที่มีชื่อว่า “เบนซ์หางปลา (Fintail)” ได้เปิดมิติใหม่ให้กับวงการยานยนต์ ด้วยการเป็นซีรีส์แรกในโลก ที่ผลิตขึ้นมาพร้อมกับพื้นที่ยืดหยุ่นรับแรงประทะ (Crumple Zone) รวมทั้งห้องโดยสารที่มีความแข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ ถือเป็นต้นแบบของแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย

เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น 220 SE ซึ่งอยู่ในซีรีส์ที่มีชื่อว่า “เบนซ์ หางปลา (Fintail)” เป็นซีรีส์แรกในโลกที่ผลิตขึ้นมาพร้อมกับพื้นที่ยืดหยุ่นรับแรงปะทะ (Crumple Zone)

นับตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา วัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ การช่วยลดการบาดเจ็บของผู้โดยสาร และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่คนอื่นๆ บนท้องถนนด้วยเทคโนโลยี ความปลอดภัยที่ทรงประสิทธิภาพใน รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยในปี 1969 ได้มีการประดิษฐ์เข็มขัดนิรภัยแบบ สามจุด เข้ามาใช้เป็นอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ และถัดมาในปี 1971 แนวคิดเรื่องนวัตกรรมด้านความปลอดภัยแบบสมบูรณ์ ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยเริ่มเพิ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยต่างๆ ไว้ในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ 350 SL ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ยนตรกรรมที่ถูกสรรค์สร้างขึ้น เพื่อป้องกันและรับมือกับอุบัติเหตุ อาทิ ถังน้ำมัน ที่ออกแบบให้สามารถทนแรงกระแทกที่เกิดจากการปะทะได้ เป็นการลดผลกระทบอันอาจจะก่อให้เกิดอันตราย เช่น การระเบิด หรือ น้ำมันรั่ว

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 350 SL ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นยนตรกรรมที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและรับมือกับอุบัติเหตุ

ในขณะที่นวัตกรรมด้านความปลอดภัย ช่วงก่อนและระหว่างทศวรรษ 70 ถือเป็นนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาในรูปแบบ Passive safety ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัย ที่เป็นการปกป้องและบรรเทาอันตรายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายยุค 70 เมอร์เซเดส-เบนซ์ก็ได้พัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัยในรูปแบบ Active safety โดยได้คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันผู้ขับและผู้โดยสาร ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ซึ่งได้นำมาใช้กับรถยนต์นั่งโดยสารเป็นครั้งแรก ในรุ่น S-Class 116-Series ในปี 1978 ถัดมาในปี 1981 ถุงลมนิรภัยก็ได้ถูกประดิษฐ์ และติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S-Class และ Coupe (126-Series) เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากการชนตรงส่วนคนขับ ซึ่งทั้งสองสิ่งได้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่รถยนต์ทุกคันจำเป็นต้องมีในปัจจุบัน
อีกหนึ่งนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปี 1995 ที่มีความสามารถในการช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ ให้แก่ผู้ขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ถึง ร้อยละ 42 คือ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP – Electronic Stability Program) ซึ่งช่วยให้ล้อรถยนต์เกาะยึดผิวถนนได้ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมการทรงตัวของระบบช่วงล่าง เมื่อเกิดการเบรกรถอย่างกระทันหัน โดยได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถ เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S 600 Coupe ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานของรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ทั่วโลก นับเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำ ในฐานะผู้บุกเบิกด้านความปลอดภัยให้แก่ ยนตรกรรม ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เกิดประโยชน์จริงแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ จากนั้นต่อมาในปี 2002 เทคโนโลยีล่าสุด ที่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการคิดค้นและพัฒนาด้านความปลอดภัยในโลกยานยนต์ ก็ได้ถูกรังสรรค์ขึ้น นั่นคือ ระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE) ซึ่งได้นำมาใช้ในรถเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S-Class 220-Series โดยระบบนี้เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีแบบ Passive Safety และ Active Safety ซึ่งได้รับรางวัลด้านความปลอดภัยระดับนานาชาติมากมาย ด้วยการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ของระบบ ESP และระบบช่วยเบรก BAS โดยระบบ PRE-SAFE จะทำการดึงสายเข็มขัดนิรภัยส่วนคนขับ และผู้โดยสารด้านหน้า ให้กระชับเข้ากับร่างกายในทันที เมื่อพบว่ารถกำลังเผชิญกับสถานการณ์ ที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ระบบยังช่วยปรับที่นั่ง ให้อยู่ในท่านั่งที่เหมาะสม รวมถึงระบบจะสั่งการปิดหน้าต่างแบบอัตโนมัติ เพื่อเตรียมความพร้อม และปกป้องอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ปกป้องทุกชีวิตภายในห้องโดยสาร ให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุด

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ได้นำมาใช้กับรถยนต์นั่งโดยสารเป็นครั้งแรกในรุ่น S-Class 116-Series ในปี 1978

ในปัจจุบันระบบความปลอดภัยต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการบูรณาการระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงแบบ (Linguatronic) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการทำงานของวิทยุ เครื่องเล่นดีวีดี ระบบนำทางและโทรศัพท์ โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย โดยนวัตกรรมนี้ ได้นำมาใช้กับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ตั้งแต่ปี 1997 ระบบ Distronic System ที่ใช้เรด้าเป็นตัวเซ็นเซอร์ ในการวัดระยะห่างของรถคุณจากรถที่อยู่ข้างหน้า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยระบบนี้ได้รับการพัฒนาให้ร่วมกับ ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (Intelligent Light System) เทคโนโลยีระบบไฟส่องทาง ที่ได้รับการพัฒนา เพื่อช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืน เป็นไปอย่างชัดเจนและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยระบบจะทำหน้าที่ปรับระดับความสว่างของไฟหน้า ให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ รวมถึงระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ที่ได้รับการพัฒนา โดยสามารถตรวจจับและวิเคราะห์ได้มากกว่า 70 ลักษณะพิเศษที่แสดงถึงความเหนื่อยล้า ขณะการขับขี่ และส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวัง
นวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่เป็นไฮไลท์ทั้งหมดนี้คือ ผลงานจากพันธกิจของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ให้เป็นศูนย์ ความท้าทายต่อไปของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ การสร้างสรรค์ยนตรกรรมเจเนอเรชั่นใหม่ ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ให้กับการใช้รถ ใช้ถนนของทุกคนในโลกปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 125 ปีที่ผ่านมา เปรียบเสมือนสิ่งที่ยืนยันว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่เพียงแต่ประดิษฐ์ยานยนต์ เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายเพียงเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเห็นได้จากการที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์ทั่วไปในปัจจุบัน อันเป็นที่มาของคำว่า “ความเป็นเมอร์เซเดส มีอยู่ในรถยนต์ปัจจุบันทุกคัน”

 

RELATED ARTICLES