https://www.fapjunk.com https://pornohit.net london escort london escorts buy instagram followers buy tiktok followers
Wednesday, February 21, 2024

HomeTest Driveฟอร์ดอวดสมรรถนะ พาสื่อมวลชนพิสูจน์ ความอเนกประสงค์และระบบเทคโนโลยีเหนือชั้น

ฟอร์ดอวดสมรรถนะ พาสื่อมวลชนพิสูจน์ ความอเนกประสงค์และระบบเทคโนโลยีเหนือชั้น

ฟอร์ด ประเทศไทย เชิญคณะสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมทดสอบขับรถฟอร์ด เรนเจอร์เจเนอเรชันใหม่ เป็นครั้งแรกบนเส้นทางภูเก็ต – พังงา – กระบี่ ซึ่งผู้เขียนก็ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มสื่อที่ได้เข้าร่วมประสบการณ์เร้าใจครั้งนี้เช่นเดียวกัน โดยทางฟอร์ดได้วางเส้นทางให้สื่อได้ทดสอบสมรรถนะอย่างครบถ้วน ทั้งบนถนนแห้ง และในรูปแบบออฟโรดแท้ๆ

เราได้สัมผัสกับสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งบนถนนและแบบออฟโรด ที่มาพร้อมระบบเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทันสมัยที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อการสื่อสารกับรถได้อย่างเหนือชั้นผ่านแอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส

การก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปกับรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค และรุ่นสปอร์ตเริ่มต้นด้วยการบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์ การออกแบบและเทคโนโลยีของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่โดยทีมวิศกรและนักออกแบบรถฟอร์ดจากประเทศออสเตรเลียและไทยรวมถึงการทดลองสตาร์ทรถจากระยะไกลด้วยแอปพลิเคชันฟอร์ดพาสก่อนออกเดินทาง

เริ่มต้นการทดสอบการขับขี่บนทางหลวงที่มีทั้งทางตรงสลับโค้งและสายฝนที่เริ่มโปรยปรายมาอย่างหนักหน่วง ความรู้สึกแตกต่างที่ชัดเจนคือเราสามารถสัมผัสได้ถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ความสบายภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมือนรถเก๋ง และเสถียรภาพในการขี่ที่เพิ่มขึ้นด้วยฐานล้อที่กว้างและยาวขึ้นของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รวมถึงการทดสอบเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อย่างระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop & Goและระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Adaptive Cruise Control with Stop-and-Go and Lane Centering) ฟีเจอร์ใหม่ในฟอร์ด เรนเจอร์เจเนอเรชันใหม่ ที่ช่วยให้การเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้น

โดยฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยวและเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ขนาด 2.0 ลิตร 4สูบแถวเรียงที่ทรงประสิทธิภาพ สำหรับรุ่นไวลด์แทรคจะมาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มีตัวเลือกทั้งแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และขับเคลื่อนสองล้อ พละกำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่1,750-2,000 รอบต่อนาที

ส่วนรุ่นสปอร์ตมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6สปีด ให้กำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 405 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที

นอกจากนั้น ยังเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ด เรนเจอร์มีตัวเลือกรุ่นไวลด์แทรค 4×2 ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มอบพละกำลัง 170 PS ที่ 3,500รอบต่อนาที แรงบิด 405 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที

เส้นทางถนนหลวงที่ชุ่มฉ่ำจากสายฝนอันหนักหน่วง แม้จะต้องเพิ่มความระมัดระวัง แต่ก็ยังอุ่นใจเพราะเทคโนโลยีต่างๆ ของฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับขบวนรถทดสอบ

 

เมื่อเราเดินทางมาถึง ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ วิลล์’ (Ford Ranger Ville) ซึ่งเป็นสนามออฟโรดที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อทดสอบสมรรถนะและการเลือกใช้โหมดการขับขี่ที่ติดตั้งมาในรถฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นครั้งแรก จากภาพสนามทดสอบที่เห็นอยู่ตรงหน้า สามารถข่มให้เราเกิดรู้สึกเกรงขามขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แต่เพียงอึกใจ ความมั่นใจก็กลับคืนมาเมื่อเราได้เริ่มกดปุ่มขับเคลื่อน 4 ล้อ มุ่งหน้าไปยัง

สถานีที่1 การพิชิตเนินชัน ‘Hill Maneuvering’ โดยใช้โหมดการขับขี่ปกติ(Normal mode) คู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) รวมถึงทดสอบความโดดเด่นของสมรรถนะช่วงล่างและการไต่ลงเนินชันด้วยระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (HillDescent Control) ที่ช่วยปรับความดันเบรกอย่างต่อเนื่องลดการลื่นไหลและรักษาความเร็วให้คงที่เมื่อขับลงทางลาดชันผู้ขับขี่จึงให้ความสนใจกับการควบคุมพวงมาลัยได้อย่างเต็มที่และมีความมั่นใจมากขึ้น ด้วยมุมจากด้านหลัง 23 องศา (เพิ่มจาก 21องศาในรุ่นก่อนหน้า)

ด้วยฐานล้อที่กว้างและยาวขึ้นของฟอร์ด เรนเจอร์เจเนอเรชันใหม่ ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่

ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่องด้วยการขับผ่านแอ่งน้ำ‘Water Wading’ แบบสบายๆ

ต่อเนื่องกับสถานีที่ 2 ด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตรโดยในสถานีที่ 1 และ 2 นี้ เราได้ลองใช้กล้องมองรอบคัน 360 องศาเพื่อช่วยมองอุปสรรคที่อยู่นอกตัวรถระหว่างการขับขี่ได้อย่างชัดเจน เพิ่มความสนุกเร้าใจมากขึ้นกับสถานีที่ 3 ซึ่งเป็นการทดสอบโหมดการขับขี่บนถนนลื่น (Slippery Track) โดยระบบจะช่วยกระจายแรงบิดของเครื่องยนต์ไปยังทั้ง 4ล้อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่บนถนนลื่นหรือพื้นถนนที่ไม่สม่ำเสมอ และยังได้สัมผัสถึงมุมมองในการขับขี่ในพื้นที่แคบที่ดีขึ้น จากการออกแบบฝากระโปรงหน้าใหม่ที่ช่วยให้กะระยะในการผ่านอุปสรรคต่างๆได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการใช้กล้องมองรอบคัน 360 องศาเป็นตัวช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นด้านนอกรถให้ควบคุมทิศทางของพวงมาลัยและบังคับทิศทางของรถให้ผ่านอุปสรรคบนเส้นทางได้

ระหว่างที่จอดรอเข้าสถานีที่ 4 ซึ่งเป็นทางโคลน (Mud Track) เราจะต้องปรับการขับขี่ด้วยโหมดโคลน (Mud Mode) และใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H)พร้อมโชว์การทำงานของระบบล็อกเฟืองท้าย (Locking reardifferential) ที่ช่วยถ่ายเทกำลังของเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้ง 4 จากภาพที่เราเห็นรถคันด้านหน้านั้น แม้โคลนจะลึกเกินครึ่งล้อไปแล้ว แต่ก็ยังผ่านเส้นทางโคลนไปได้แบบไม่ต้องกังวล

 

 

ผ่านบ่อโคลนมาได้ ความมั่นใจกลับมาเต็ม100% จุดต่อไปสถานีที่ 5 พื้นกรวด ‘Loose Surface’รับมือด้วยการปรับโหมดการขับขี่กลับสู่โหมดการขับขี่บนถนนลื่น (Slipperymode) เพื่อทดสอบการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่เป็นทางหินกรวดเพื่อกำลังของเครื่องยนต์และการตอบสนองของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ขณะใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงในสถานีที่ 6 ขับขี่ลุยทางหิน ‘Rocky Terrain’สื่อมวลชนใช้โหมดการขับขี่ปกติ (Normal mode)พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4L) และระบบล็อกเฟืองท้าย (Locking reardifferential) เพื่อทดสอบแรงบิดของเครื่องยนต์ในรอบต่ำ และอัตราทดเกียร์ รวมถึงความสูงใต้ท้องรถและระบบช่วงล่างที่นุ่มนวลต่อด้วยการขับขี่บนสภาพเส้นทางที่เป็นพื้นทราย ‘Sand Track’

ก่อนจะครบรอบสนามทดสอบ เราต้องผ่านสถานีที่ 7 โหมดทราย (Sand mode) เส้นทางนี้เราได้สัมผัสถึงระบบความคุมเสถียรภาพการทรงตัวและการกระจายแรงบิดของเครื่องยนต์ที่ทำให้รถผ่านอุปสรรคไปสู่สถานีสุดท้ายคือ สถานีที่8 ลุยทางออฟโรด (Off-Road Maneuvering) โดยใช้โหมดปกติ(Normal mode) พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4H) ทดสอบการควบคุมพวงมาลัย การทรงตัวของรถและความทรงพลังของเครื่องยนต์แรงบิดและอัตราทดเกียร์อันชาญฉลาดโชว์ให้เห็นถึงสมรรถนะในการขับขี่ออฟโรดโดยรวมที่ดีขึ้นด้วยมุมเงยที่30 องศา (เพิ่มจาก 28.5 องศาในรุ่นก่อนหน้า)

หลังจากเรียนรู้การใช้งานโหมดการขับขี่ออฟโรดในสถานีต่างๆ ณฟอร์ด เรนเจอร์ วิลล์แล้ว สื่อมวลชนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่เป็นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จะได้เดินทางไปทดสอบการขับขี่แบบออฟโรดกันต่อบนเส้นทางธรรมชาติ ส่วนกลุ่มที่ขับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ จะใช้เส้นทางถนนหลวงขับกลับยังโรงแรมที่พัก สุดท้าทายและน่าจดจำ

 

นอกจากการทดสอบสมรรถนะในการขับขี่แล้ว เรายังได้ร่วมสัมผัสความอเนกประสงค์ของรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์เจเนอเรชันใหม่ กับกระบะท้ายที่รองรับการจัดเรียงสิ่งของให้เป็นระเบียบในหลากหลายรูปแบบ (Cargo management system)บันไดเหยียบข้างกระบะท้ายที่ทำให้การเข้าถึงท้ายกระบะเป็นเรื่องง่ายการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเชื่อมระบบไฟจากช่องจ่ายไฟในกระบะท้ายเพื่อทำงานช่างหรือจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิสต์ต่างๆการออกแบบพื้นที่เก็บของใต้ที่นั่งใหม่เพิ่มพื้นที่เก็บของใต้เบาะหลังเพื่อความเป็นระเบียบสามารถเก็บสัมภาระของทุกคนในครอบครัวได้โดยที่นั่งยังคงกว้างขวางนั่งสบาย

รวมถึงห่วงยึดสัมภาระบนขอบกระบะท้ายที่ออกแบบมาเพื่อให้บรรทุกอุปกรณ์สันทนาการของทุกคนได้เวลาเดินทางท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟบอร์ดของคุณพ่อ หรือจักรยานของคุณลูก“กิจกรรมทดสอบขับในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นรถกระบะที่ชาญฉลาดที่สุด สมบุกสมบันที่สุด

ตอบสนองการใช้งานได้ดีที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ที่ทีมวิศวกรและนักออกแบบของฟอร์ดทำงานร่วมกับลูกค้าทั่วโลกเพื่อสร้างสรรค์สุดยอดรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่

ให้เป็นรถคู่ใจที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การเป็นรถของครอบครัวและเป็นเพื่อนเดินทางในวันพักผ่อน นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเปิดตัว‘ฟอร์ดพาส’ ช่วยให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับรถฟอร์ดเรนเจอร์ของตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อการสตาร์ทรถจากระยะไกลปรับอุณภูมิรถก่อนเข้าสู่ห้องโดยสาร

และแจ้งเตือนสถานภาพรถได้ผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมถึงการเชื่อมต่อการสื่อสารได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่บนฟอร์ด เรนเจอร์ผ่านระบบเชื่อมต่อการสื่อสารผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A”

หลังจากการทดสอบรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เสร็จสิ้นลง

สำหรับผู้เขียนที่ได้ทดลองขับในเส้รนทางออฟโรดที่เป็นเส้นทางธรรมชาตินั้น บอกได้คำเดียวว่า สุดครับ ด้วยสมรรถนะที่เพียบพร้อมของตัวรถที่ทีมวิศวกรได้ใส่มาให้ในรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ สามารถจะพาไปได้ในทุกเส้นทางอย่างแท้จริง แม้เส้นทางถนนหลวงเอง ผลจากการออกแบบระบบกันสะเทือนใหม่ช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ยึดเกาะถนน นั่งสบาย กว่าเดิมมาก

 

สุดท้ายนางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ดประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าวว่านอกจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่แล้วฟอร์ดยังมุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลลูกค้าแบบ ‘พร้อมเสมอ (Always-On)’ด้วยบริการและการดูแลลูกค้าทุกคนเปรียบเสมือนคนในครอบครัวด้วยนวัตกรรมด้านบริการใหม่ๆมากมายที่จะมีการเปิดตัวพร้อมการเริ่มจำหน่ายรถฟอร์ด เรนเจอร์เจเนอเรชันใหม่ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

ตารางราคารถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่

ลำดับ รุ่น ราคา ออปชั่นเพิ่มเติม สีพิเศษ
1 ฟอร์ด เรนเจอร์ Standard Chassis Cab XL 2.0L Turbo LR 5MT 554,000
2 ฟอร์ด เรนเจอร์ Standard Cab XL 2.0L Turbo LR 5MT 589,000
3 ฟอร์ด เรนเจอร์ Standard Cab XL 2.0L Turbo 4×4 6MT 697,000
4 ฟอร์ด เรนเจอร์ Open Cab XL 2.0L Turbo LR 5MT 635,000
5 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab XL 2.0L Turbo LR 5MT 732,000
6 ฟอร์ด เรนเจอร์ Open Cab XL+ 2.0L Turbo HR 6MT 699,000
7 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab XL+ 2.0L Turbo HR 6MT 792,000
8 ฟอร์ด เรนเจอร์ Open Cab XLT 2.0L Turbo HR 6MT 799,000 เพิ่ม 40,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A
9 ฟอร์ด เรนเจอร์ Open Cab XLT 2.0L Turbo HR 6AT 844,000 เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A
10 ฟอร์ด เรนเจอร์ Open Cab XLT 2.0L Turbo 4×4 6MT 859,000 เพิ่ม 40,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A

เพิ่ม 5,000 บาท สำหรับชุดแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ A

11 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab XLT 2.0L Turbo HR 6MT 889,000 เพิ่ม 40,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A
12 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab XLT 2.0L Turbo HR 6AT 934,000 เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A
13 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab Sport 2.0L Turbo HR 6MT 929,000 เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
14 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab Sport 2.0L Turbo HR 6AT 964,000 เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
15 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab Sport 2.0L Turbo 4×4 6AT 1,049,000 เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ A

เพิ่ม 5,000 บาท สำหรับชุดแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ A

เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
16 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab Wildtrak 2.0L Turbo HR 6MT 999,000 เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
17 Ranger Double Cab Wildtrak 2.0L Turbo HR 6AT 1,049,000 เพิ่ม 50,000 บาท สำหรับเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง: ฟอร์ด เรนเจอร์ แพ็คเกจ B เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
18 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab Wildtrak 2.0L Bi-Turbo HR 10AT 1,159,000 เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
19 ฟอร์ด เรนเจอร์ Double Cab Wildtrak 2.0L Bi-Turbo 4×4 10AT 1,299,000 เพิ่ม 5,000 บาท สำหรับชุดแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ B เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์
20 ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 3.0L V6 Twin-Turbo EcoBoost 4WD 10AT  1,869,000 เพิ่ม 10,000 บาท สำหรับสติ๊กเกอร์ตกแต่ง เพิ่ม 10,000 บาทสำหรับสีส้ม โค้ด ออเรนจ์ และสีเทา คองเคอร์ เกรย์

 

RELATED ARTICLES
- Advertisment -




Most Popular

- Advertisment -




Recent Comments