Thursday, February 29, 2024

Homeไปไหนมาสังขละบุรี ภาระกิจนี้ที่”สะพานไม้มอญ”

สังขละบุรี ภาระกิจนี้ที่”สะพานไม้มอญ”

นานนับสิบๆ ปีมาแล้วที่เราได้ยินชื่อคำว่า “สังขละบุรี” เมื่อตอนที่พ่อพาไปเที่ยวน้ำตกไทรโยก ตอนนั้นพ่อขับรถเลยจุดหมายไปหน่อยแล้วเห็นป้าย อ สังขละบุรี พ่อเลี้ยวรถกลับแล้วบอกว่า ไปอีกไกลมาก ทางขึ้นเขาสูงชัน ถ้ารถไม่ดีหรือพลาดก็ตกเขา แล้วจากนั้นมา ชื่อ อ. สังขละ ก็วนเวียนเขามาให้เราได้ยินตลอด จนกระทั่งเช้าวันที่คิดว่า เอาละ ฉันจะไปสังขละบุรี ละนะ

ขับเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก

การเดินทางไปยัง อ.สังขละบุรี นั้น ถ้าหากมองแค่ว่าอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ขอให้คิดใหม่ เพราะ อ.สังขละ เป็นอำเภอที่ติดชายเดน ติดกับประเทศเมียนม่า ระยะทางจาก กรุงเทพฯไป กาญฯ แค่ร้อยกว่า กิโลฯ แต่จากตัวจังหวัดกาญฯ คุณจะต้องขับต่อไปอีกสองร้อยกว่า กับเส้นทางที่สูงชัน บนทางหลวงหมายเลข 323 ที่จะพาคุณไปจนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี แบบไม่มีหลงไม่มีผิดแน่นอน

เราใช้เวลาจากกรุงเทพฯ ไปจนถึงตัวอำเภลสังขละฯ ร่วมๆ 7ชั่วโมง รวมการฝ่ารถติดที่จังหวัดนครปฐมที่เราเสียเวลาไปเกือบๆ สองชั่วโมงเพื่อแลกกับระยะทางไม่ถึงสิบ กม. ก่อนจะเข้า อ.สังขละบุรี ก็จะมีทางแยกขวาไปยังด่านเจดีย์สามองค์ ด่านที่เราได้เรียนมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ  ยังไม่ต้องรีบไป รอพรุ่งนี้ค่อยเข้าไปตอนกลับแล้วกัน จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังตัวอ.สังขละฯ กันเลย ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของการเดินทางอีกเล็กน้อย เราก็มาถึงตัวอำเภอกันเล้ว แวบแรกมันไม่เหมือนกับที่อยู่ในหัวสักเท่าไร ดูมันกว้าง ๆ สบายๆ ผู้คนไม่มาก จากนั้นเราก็ใช้เวลาอีกเกือบสองชั่วโมงในการหาที่พัก เพราะเป็นการเดินทางแบบไม่ได้วางแผน จึงไม่มีการจองล่วงหน้า แถมไม่มีภาพอะไรอยู่ในหัว จึงไม่แน่ใจว่าโรงแรมหรือรีสอร์ทที่จะจองนั้น วิวเป็นเช่นไร จึงไม่กล้าที่จะจองไว้นั่นเอง

 

เราได้ที่พักเล็กๆ ริมแม่น้ำซองกาเลีย ซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยงาม ราคาก็ไม่สูงมาก เป็นรีสอร์ทใหม่ แต่ที่ไม่มีคือเครื่องทำน้ำอุ่น (โอยเลยละ) จัดของเสร็จก็ล้างหน้าล้างตาให้หายอ่อนเพลีย แล้วท้องก็เริ่มหิว จุดหมายต่อไปของเรา เป็นถนนคนเดินที่เจ้าของรีสอร์ทบอกว่าน่าไปเดิน มีอาหารการกินและของพื้นเมืองมากมาย สามารถเลือกได้ราคาไม่แพง เอ้า..ถนนคนเดิน ไปกัน ถนนคนเดินระยะห่างจากที่พักเราเพียง ห้านาที เท่านั้น หาที่จอดรถเสร็จ ก็เริ่มจากหัวถนนกันเลยรูปแบบก็เหมือนกับถนนคนเดินอีกหลายๆที่ แต่ที่ อ.สังขละฯ นี้ เขามีวงดนตรีเด็กๆ มาเล่น และเล่นกันแบบฝีมือดีซะด้วย (ตามประสาคนฟังที่ดี) ของฝาก ของสะสม ของกิน ของใช้ มีมาวางขายเป็นแผงเล็กๆ เต็มไปหมด เดินทางได้ไม่ทันครึ่งทาง ก็เห็นผู้คนรุมล้อมอะไรอยู่ เลยเข้าไปดู เป็นอาหารแน่นอน หน้าตาคล้ายกับทะโก๊ะยากิ แต่ถามแม่ค้าว่ามันคืออะไร “หอยครก” คำตอบแบบง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก เพราะมันเป็นหอยทอดที่ทำในกระทะหลุมๆคล้ายขนมครก เอ้าจัดมา รสชาดดีครับ หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับอากาศที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน มุ่งหน้าเดินต่อไปก็เห็นของกินที่น่าลองอีกอย่าง เป็นเครื่องในหมูต้ม แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ๆ เสียบไม้วางไว้ เวลาลูกค้านั่งก็จะเสริฟน้ำจิ้มมาให้ จากนั้นใครอยากจะกินอะไรก็เลือกหยิบมาได้เลย ในราคาเบาๆไม้ละหนึ่งบาทเท่านั้น เมนูนี้ไม่ด้ลองครับ เราเดินเล่นหาของกินกันจนสามทุ่มกว่า อากาศหนาวมากจึงกลับเข้าห้องนอน ทิ้งเสียงเพลงและของกินมากมายไว้เบื้องหลัง

ของจริง หนาวจริง สะพานไม้อุตมานุสรณ์ 9 องศา

เช้าเราตื่นตั้งแต่หกโมง ไม่ใช่ขยันหรืออะไร แต่ทนกับความหนาวเย็นที่ระดับ 9 องศาไม่ไหว จึงลุกมาล้างหน้าเปิดระเบียงออกมาดูสภาพอากาศหน่อย โอ้ว ตายแล้วววว ใครเอาแม่น้ำเราไปไหน ทำไมมีแต่หมอกหนาทึบไปหมด มีเรือแพลอยอยู่กลางลำน้ำ แสงแดดยามเช้าส่องกระทบกับม่านหมอก ดูแล้วเหมือนหนุ่มสาวกำลังหยอกเย้ากัน อิจฉาจังเลย  เตรียมกล้องแล้วเดินลงไปริมแม่น้ำ มองหาสะพานไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของ อ.สังขละ ได้เห็นลางๆ กลางสายหมอก สวยงามยิ่งนัก กลับเข้าห้องจัดการตัวเอง ให้พร้อมเดินทางเพื่อไปชมวิถีชีวิตจริง ที่ริมสะพานกันดีกว่า

โจ๊กร้อนๆ กาแฟหอมๆ ช่วยปลุกให้เรามีชีวิตอีกครั้ง แม้สะพานจะยังไม่ได้รับซ่อมแซม แต่เราก็ขอเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตกับการร่วมบริจาคเงินซ่อมสะพานครั้งนี้ ตัวสะพานไม้ยังดูสง่า ยิ่งใหญ่ และน่าเกรงขามเหมือนเดิม สะพานไม้ไผ่ที่ถูกสร้างมาไม่ใช่เพื่อการทดแทน แต่มาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้ยังดำรงชีวิตอยู่ในเส้นทางเดินที่คุ้นเคย

ใช้เวลาดื่มดำกับธรรมชาติของสายน้ำซองกาเลียจนแสงแดดเริ่มแรงกล้า เราจึงเริ่มออกเดินทาง โดยจุดหมายต่อไปคือ เจดีย์ “พุทธคยา“ ที่สร้างจากแรงสศรัทธาในตัวหลวงพ่ออุตมะ วันที่เราไปนั้น แม้จะไม่ได้เป็นวันพิเศษหรือวันสำคัญทางศาสนาอะไร แต่พลังศรัทธาก็ยังมากมายล้นหลาม

เส้นทางประวัติศาสตร์ ด่านเจดีย์สามองค์

สิบโมง เป็นเวลาที่เราเริ่มออกเดินทางออกจาก อำเภอสังขละบุรี เพื่อมุ่งหน้าไปยังด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะต้องเคยอ่านผ่านตาเมื่อสมัยเด็กๆ ขับรถเรื่อยๆ มาไม่นานเราก็มาจอดรถที่หน้าด่านกันแล้ว พร้อมกับเอกสารผ่านแดนที่ทำได้ไม่ยากครับ มีบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถหรือป้ายเสียภาษีหน้ารถก็ได้เพื่อออกใบผ่านแดนชั่วคราว เพื่อเราจะได้สามารถขับรถเข้าไปยังประเทศเมียนม่า โดยจุดหมายอยู่ที่จุดท่องเที่ยว คือตลาดสด วัดเจดีย์ทอง และวัดเสาร้อยต้น ซึ่งเมื่อดูจากแผนที่แนะนำแล้วไม่น่าจะไกลมาก แต่ในเมื่อมีโอกาสแล้ว ไม่ควรปล่อยให้ลอยหายไป

การขับรถในประเทศเมียนม่านั้น ให้เราขับชิดขวา จำให้ขึ้นใจ เราขับรถเข้าไป อ้อ..ค่าเอกสารฝั่งไทย 50บาท พอข้ามเข้าประเทศเมียนม่า เราก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอีก 80บาท ขับเรื่อยๆชมบ้านเมืองไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงตลาด ที่อยู่ทางซ้ายมือ หาที่จอดรถแล้วก็ลงไปเดินชมกันครับ ของกินของใช้ทุกอย่างอยู่ที่นี่ ปลาหัวยุ่ง ปลาสด อาหารป่าแท้ๆ วางขายเต็มไปหมด เลือกดูได้ แต่คงไม่ซื้อแหละครับ จากนั้นเราก็มุ่งหน้าแบบขับเดาๆ ไป มีป้ายภาษาไทยอยู่ป้ายเดียวที่บอกว่าไปวัดเสาร้อยต้น ต้องมองให้ดีๆ ขับตามถนนไปก็จะเห็นครับ ไม่ยาก แต่ก็ยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไร จึงขับรถต่อไปยังเจดีย์ทอง ขับขึ้นไปจนถึงยอด (เหมือนขึ้นพระธาตุดอยกองมูที่แม่ฮองสอน แต่เล็กกว่ามากครับ)   เข้าไปไหว้พระประจำวันเกิดเสร็จ ก็ลงมา ระหว่างทางเราพบว่า ยังมีเจดีย์เล็กๆ ตั้งอยู่โดยทั่วไปอีกมากมายจริงๆ

ย้อนกลับออกมาแล้ว หาอาหารกลางวันที่ร้านอาหารข้างๆ ด่าน แล้วเราก็ตีรถกล้บกรุงเทพฯ เป็นอันเสร็จสิ้นภาระกิจ การเดินทางในครั้งนี้ พร้อมกับคำถามว่า เราจะไปอีกไหม สังขละบุรี แต่เพียงไม่นานเราก็ได้คำตอบว่า “ไปสิ ยังไม่ได้นอนแพ ไม่ได้ตกปลา เลยนะ” สังขละบุรี

 

RELATED ARTICLES
- Advertisment -




Most Popular

- Advertisment -




Recent Comments