Share

อยากแชร์ประสบการณ์ในการขี่รถเที่ยวด้วยรถมอไซค์เล็กแบบผมครับ….^^ ขี่รถเล็กเที่ยวภาคเหนือ ตอนที่ 2

FB_IMG_1485397063080-1067x600-600x450

หลังจากนั้นก็ขี่ต่อไปจนถึงอินทร์บุรี แวะปั้มอีกรอบเพราะเริ่มหิวล่ะ ซื้อขนมปังกับกาแฟและน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด ต่อจากนั้นก็ไปต่อ ขี่ออกจากปั้มปตท.อินทร์บุรีไม่ไกล ก็จะเจอป้ายบอกทางไปทางหลวงหมายเลข 11 ผมเลือกที่จะไปทางเส้นนี้เพราะอะไร เดี๋ยวได้รู้กัน

เส้นที่ผมเลือกมานี้จะเป็นถนนสองเลนสวนนะครับ แต่มีไหล่ทางให้มอเตอร์ไซค์วิ่งเลาะไปได้ รถไม่ค่อยเยอะ แต่วิ่งกันเร็วเพราะถนนโล่ง บางครั้งรถเลนสวนจะแซงสวนมา ก็ต้องหลบให้พวกพี่ๆเค้าแหละครับ อีกอย่างเส้นนี้รถบรรทุกก็จะเจอตลอดทางครับ แต่ทำไมเลือกมาเส้นนี้ ก็วิวสองข้างทางไงครับ มีภูเขา ทุ่งทานตะวันสวยๆก็เลยแวะถ่ายรูปตลอดทางเลย ขี่จนมาถึงแยกตากฟ้า นึกขึ้นได้มีเพื่อนโชว์ในเฟสว่า มีทุ่งปอเทืองแถวนี้บวกกับมีป้ายบอกทางไปด้วย เลี้ยวขวาซิครับรออะไร

FB_IMG_1485397086299-600x1067-450x600 ขี่จากแยกไปประมาณหกกิโลมีป้ายให้เลี้ยวซ้ายไปทุ่งปอเทือง ไปประมาณอีกสองกิโล โอ้โฮ สวยอ่ะ ชอบๆ ต้องถ่ายรูป มีผมกับรถและบรรยากาศสวยๆแบบนี้ฟินเลยครับ ดอกปอเทืองสีเหลืองข้างหลังเป็นภูเขาเล็กๆ รถผมสีน้ำเงินมันช่างสวยเข้ากันอะไรอย่างนี้ อย่างนี้ต้องขึ้นเฟสโชว์ 555

ชื่นชมความงามได้ซักสิบนาทีก็ต้องจากลากันแล้ว เพราะปลายทางยังอีกไกลและฝนทำท่าจะตกอีกแล้ว ก็เลยต้องตัดใจเดินทางต่อ ขี่ไปเรื่อยๆ สังเกตดูเส้นนี้ไม่ค่อยมีปั้มเลย ไปเจอปั้มอีกทีแถวไพศาลี นครสวรรค์ ซึ่งเป็นปั้มใหม่มาก ดูเข็มวัดน้ำมันอยู่ที่ครึ่งถังก็เลยตัดสินใจเติมน้ำมัน เติมไป 80 บาท

ขี่ต่อไปจนถึงพิจิตร ฝนตกหนักมาก มองไม่เห็นทาง ต้องแวะหลบฝนเพราะกลัวสัมภาระจะเปียก เลยต้องเอาผ้าใบมาคลุมแล้วรัดสายใหม่ พอฝนเริ่มเบาลงก็ไปต่อ เดินทางใกล้จะถึงเนินมะปรางมีปัญหามาทดสอบผมอีกแล้ว รถมีอาการไม่ค่อยดี ท้ายรถส่ายๆ จะเลยจอดข้างทางดู ปรากฏว่ามีตะปูทิ่มกลางยางล้อหลัง รั่วแน่ๆ ดีนะที่ผมเตรียมความพร้อมมาดีเลยไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากยางรถผมใช้แบบไม่มียางใน และอุปกรณ์ที่เตรียมมาก็มีคีม ชุดปะยาง ปั้มลมไฟฟ้า ผมจึงสามารถผ่านอุปสรรคแบบไม่ต้องกังวลอะไร ถ้าไม่มีซิน่าคิด พอใกล้จะถึงแยกสากเหล็กแวะเติมน้ำมันอีกรอบ 80 บาท แล้วรีบเดินทางต่อทันที เพราะฟ้ายังครื้มอาจจะตกมาอีกได้ ถึงตรงนี้ก็ไม่ไกลแล้ว ปลายทางผมอยู่ที่บ้านรักไทย แต่ก่อนไปบ้านรักไทย แวะไปบ้านมุงก่อน เพื่อไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คของเนินมะปราง เส้นที่ขี่ไปคือ

FB_IMG_1485397081509-1067x600-600x450

ทางหลวงชนบทหมายเลข 1115 ขี่ไปเรื่อยๆก็จะมีป้ายบอกครับ จากนั้นขี่ย้อนมาที่ทางเดิมถึงสามแยกเลี้ยวขวา ไปทางหลวงชนบท 1295 เส้นทางนี้สามารถไปออกอำเภอวังทองได้ ขี่ไปเรื่อยก็มาเจอทางเข้าตรงบ้านน้ำปาด ขี่เข้าไปทางเริ่มขึ้นเขา เริ่มชัน ชันมากๆ อุปสรรคที่ผมกลัวมันอีกแล้ว เพราะรถสายพานไม่มีเกียร์บวกกับสัมภาระกับคนขี่ร่วมร้อยกว่าโล ไหนฝนก็ตก ถนนไม่ต้องพ฿ดถึงลื่นมากๆ โฮ… เกือบไม่รอดแต่ก็ผ่านมันมาได้ พอถึงบนเขาก็จะมีหมู่บ้านรักไทย ก็ถามชาวบ้านว่าจะไปจุดชมวิวที่ถ่ายรูปสวยๆ แล้วและก็มาถึง แต่เสียดายไม่สามารถพักที่บ้านสวนชมวิวได้ เนื่องจากเจ้าของไปโรงพยาบาลเพราะเตรียมตัวคลอดลูก ไม่สามารถมีใครดูแลผมได้ ก็เลยไม่สามารถเข้าพักได้ แต่ผมก็ขอเค้าถ่ายรูป ไหนๆก็มาถึงแล้ว ถ่ายรูปไป ฝนก็ตก ใกล้จะห้าโมงแล้วยังไม่มีที่พัก ก็คิดในใจแล้วจะไปนอนไหนว่ะเนี่ย ระหว่างที่นั่งหลบฝน มีพี่คนนึงชื่อพี่ขุนเดชก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน
พี่ขุนเดชก็เป็นคนดูแลบ้านสวนชมวิวนี่แหละ คุยกันถูกคอ แกเล่าให้ฟังเมื่อก่อนทำงานอยู่กรุงเทพเป็นสิบปี เบื่อเลยกลับมาอยู่บ้านรักไทย แกบอกว่า “ถ้าไม่ใช้ชีวิตแบบเลิศหรู อยู่แบบเรียบง่าย อยู่ได้สบายๆ” พี่พูดแบบนี้มันตอบโจทย์ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของผมเลยนะเนี่ย 555

FB_IMG_1485397067130-1067x600-600x450

คุยซักพักก็ถามว่าไปนอนบ้านพี่ป่าว แต่เป็นสวนยาง ไม่ต้องเสียตังค์ ผมก็ถามว่าบ้านแถวนี้ไม่ได้หรอ เสียตังค์ก็ได้ครับพี่ผมเกรงใจ แกก็เลยโทรถามเพื่อน จากนั้นก็พาไปฝั่งตรงข้าม มีห้องน้ำ ที่ว่างๆกางเต้นท์ คิดร้อยเดียว ผมโอเคเลย อยากได้อารมณ์นี้มานานแล้ว รีบกางเต้นท์แล้วรถจอดข้างๆ ยังไงต้องขอบคุณพี่ขุนเดชมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

หลังจากนั้นผมก็รีบไปอาบน้ำ อาบเสร็จก็กลับเข้าเต้นท์ เอาชุดเตาแก็สสนามมาต้มน้ำร้อนใส่มาม่าคัพที่ซื้อมาจากเซเว่นที่ตัวอำเภอเนินมะปราง บรรยากาศประมาณว่าฝนตกพร่ำๆ นั่งดูฝนตกแล้วซดมาม่าร้อนๆไป 555 เพลินเลยครับ ทานเสร็จก็แปรงฟันมันตรงเต้นท์ แล้วก็เปิดเพลงฟังในเต้นท์ด้วยมือถือ ซักพักก็หลับเฉยเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะผมขี่รถมาทั้งวันแล้วก็เป็นได้^^

****ขอจบเท่านี้ก่อน เดี๋ยวมาเล่าให้อ่านต่อว่าวันต่อไปจะไปไหนต่อ ในตอนต่อไป
ผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยด้วยนะครับ มือใหม่หัดเล่าเรื่องให้อ่าน^^

ต้าร์ สโลว์ไลฟ์

ค่าใช้จ่าย
ค่าเติมน้ำมัน 120 + 80 + 80 = 280 บาท ระยะทาง 411 km
ค่าอาหาร 45 + 40 + 45 = 130 บาท
ค่าที่พัก = 100 บาท
รวม 510 บาท

***เพิ่มเทคนิคการปะยางนะครับ เติมลมยางอัดไปซักสี่สิบปอนด์ แล้วดึงตะปูออกด้วยคีม จากนั้นเอาด้ามที่มีเหล็กแหลมแทงทะลวงแผลที่รั่ว (ถ้าลมยางมากจะแทงง่าย ลมยางอ่อนจะแทงเข้ายากและออกแรงเยอะ) เอาไหมใส่กับด้ามที่เป็นปลายผ่า พับมาให้ปลายไหมเท่ากัน จากนั้นดึงด้ามที่คาอยู่ที่ยางออก แล้วรีบแทงด้ามที่มีไหมเข้าไปให้สุดแล้วดึงออก ไหมจะปิดแผลที่รั่ว ทดสอบโดยให้น้ำราดดู ถ้าไม่มีฟองอากาศแสดงว่าไม่รั่วแล้ว แล้วเช็คลมยางอีกครั้ง แต่ถ้าเป็นแผลบาดยาวใช้ไหมปะยางไม่ได้นะครับ