Sunday, February 25, 2024

HomeไปไหนมาMaastricht ภาพนัวร์ๆเสน่ห์เทาๆ ชายขอบเนเธอร์แลนด์

Maastricht ภาพนัวร์ๆเสน่ห์เทาๆ ชายขอบเนเธอร์แลนด์

MASSTRICHT

Writer : Auraya Kongmanee

เดี๋ยวนะ.. 

สำหรับใครที่นั่งน้ำลายแตกฟองหรือกำลังกลืนน้ำลายดังเอื้อกอยู่ตอนนี้ เพราะ

คำว่านัวร์ๆ ของเรามิใช่เรื่องของความแซ่บนัวปูเสื่อปิคนิคนั่งโซ้ยตำถาดปูปลาร้าริมน้ำแต่อย่างใดหรอกนะคะ แต่ “นัวร์” ในที่นี้หมายถึงบรรยากาศเมืองมาสทริชท์ มันสวยนะแต่ออกจะดูเทาๆ  เย็นๆ หน่อย ประมาณนั้นค่ะ

Goede Morgen! ครั้งแรกของารเดินทางมายังประเทศเนเธอร์แลนด์ มันนึกไม่ค่อยออกว่าจะไปแผนไหนดี จนกระทั่งเห็นสัญลักษณ์ของประเทศที่เรารู้จักกันว่า “กังหันลม” หรือ Kinderdijk ทว่า คินเดอร์ไดคจ์ หรือไม่ก็ต้องนึกถึงทุ่งทิวลิป Keukenhof แต่เหล่านี้กลับเป็นจุดหมายสุดท้ายที่เราไปเยือนในเนเธอร์แลนด์ และไม่เคยคิดว่าจุดหมายแรกจะเป็นเมืองบรรยากาศนัวร์ๆ ที่ชื่อเมืองมาสทริชท์(ภาษาดัตช์ : Maastricht) ตะเข็บชายแดนติดประเทศเบลเยี่ยมที่ถูกเชื่อมด้วยแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งที่มีชื่อว่ามิวส์ หรือ Meuse River  เมืองสีขาวอารมณ์เทาๆ ยืนยันอีกรอบว่าไม่ได้ไปตามแผนท่องเที่ยวสากลใดๆ เลย ไปตามใจตามสะดวกของคนเดินทางเองเนี่ยแหละค่ะ

14 ชั่วโมงแบบนันสต็อปจากกรุงเทพฯ ถึงสนามบินสคิปโฮล กรุงอัมสเตอร์ดัม เรานั่งรถสายในประเทศไปยังกรุงเฮกที่พัก วันรุ่งขึ้นก็ออกเที่ยวกันเลยทั้งๆ ยังไม่หายอาการเจ็ทแล็กดี ซึ่งปกติเราจะใช้เวลา 3-4 วันในการเยียวยาอาการนี้กัน แต่คณะเราโนสนโนแคร์เราจะเที่ยวค่ะ ขึ้นรถไฟออกจากสถานี Den Haag Centraal ในกรุงเฮก รถไฟเป็นของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีชื่อเรียกว่า NS Nederlandse Spoorwegen โบกี้จะเป็นสีน้ำเงินเหลืองมองเห็นแต่ไกลจัตุรัส Vrijthof (ลานขนาดใหญ่กลางเมือง ถือว่าเป็นห้องรับแขกใช้ทำกิจกรรมสำคัญๆของเมือง มีลานพระแม่มารี หรือ Onze Lieve Vrowebasiliek มีวัดนักบุญยัน หรือจอห์น วัดนักบุญเซร์วาติอุส และในวิหารมีรูปปั้นพระแม่มารีอุ้มพระกุมารีที่งดงามมาก กว่าจะมาถึงวันนี้ มาสทริชท์เคยตกอยู่ในครอบครองของเสปนและฝรั่งเศสหลายครั้ง ในประวัติศาสตร์ระบุว่า ปี 1673  ทหารเสือชื่อดัง อัศวินดาร์ตาญังก็จบชีวิตในสนามรบที่นี่)   โดยเฉพาะถ้าสายตายาวอย่างเราก็จะยิ่งมองเห็นไกลกว่าคนอื่นๆ ไปอีก ฮ่าๆๆ ไปถึงเมืองมาสทริชท์ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ถ้าเป็นคนที่นั่นคงคิดว่าน่าเบื่อมากกับการอยู่บนรถไฟตั้งสองชั่วโมง แต่เรามันตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจตื่นเมือง ตื่นไปหมด คิดเพลินๆ เผลอแผล่บเดียว อ้าว…ถึงสถานีรถไฟมาสทริชท์เร็วจัง รู้สึกว่านั่งยังไม่คุ้มเลย ก็วิวข้างทางมันสวยนี่นา อ้อ..รู้สึกว่าวิวบนรถไฟก็ดูดีเช่นกัน..อันนี้คงต้องเดินเรื่องด้วยภาพประกอบ ดูกันเอาเองนะคะ มาถึงก็จัดภาพหน้าสถานีรถไฟ Maastricht Station เอาไว้กันลืม

และงานท่อก็มาด้วยภาพคู่กับฝาปิดท่อประจำเมืองดูสวยดี

ในสายตาสาวบ้านๆ อย่างเราๆ คิดว่าเมืองนี้มีเสน่ห์ที่ไม่ธรรมดา เราโดนกับดักเมืองนี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถไฟเลยทีเดียว ทั้งวิว อากาศและผู้คน ช่วงเดือนมิถุนายนของโซนยุโรปช่วงนี้คือซัมเมอร์ ก็ฤดูร้อนสินะ ตอนนั้นแค่นั่งคิดอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะเดินทางมาก็เหงื่อแตกพลั่กๆ แล้ว อากาศเมืองไทยร้อนไม่พอหรือไง ยังจะมาบวกกับความร้อนที่นี่อีกเพื่อ!!! คิดพลางหยิบพัดลมพกพาขึ้นมาปั่นลมในบัดดล แต่ว่า…อ้าว เออ เอ่อ เอ้อ คือว่า It’s very nice weather and wonderful atmosphere! อากาศดีเวอร์แบบบ้านเราเรียกว่าหน้าหนาวได้เลยนะ เดินข้ามสะพานสวยๆ ชมวิวเพลินๆ เกาะตามริมตลิ่งไปเนี่ยแหละ เย็นสบายถึงขั้นเยือก !

อุตส่าห์มาตั้งไกล ฝากเกร็ดเบาๆ เกี่ยวกับเมืองนี้อีกหน่อยก็แล้วกันนะคะ ผู้เขียนก็ได้ประดับความรู้ตัวเองไปด้วย สำหรับเมืองมาสทริชท์ไม่รู้ว่าจะเรียกเธอหรือเขาดี เอาเป็นว่าสวยมากกว่าหล่อ ขอเรียก “เธอ” ก็แล้วกัน เมืองนี้เธอมีที่ตั้งสวยเด่นอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเนเธอร์เเลนด์ค่ะ มาสทริชท์เป็นส่วนหนึ่งในจังหวัดลิมบูร์ก เสน่ห์เธอไม่เบาคือเป็นเมืงติดริมเเม่น้ำเเสนงามน้ำใสไหลเบาๆ โรแมนติกมากหน่อย และก็มักจะเจอภาพคู่บ่าวสาวที่กำลังจะแต่งงานจูงมือเดินผ่านตาเราให้อิจฉาเล่น ยินดีด้วยค่ะ ส่งสายตาส่งยิ้มมองบนแล้วเราก็หันหัวโขกกำแพงเบาๆ ไม่ได้อิจฉาเขาเลย ฮ่าๆๆเมืองมาสทริชท์เธอดูสวยสุดตรงที่มีพรมเเดนติดหนุ่ม เอ๊ย..ติดประเทศเบลเยี่ยมอีกต่างหาก ข้อมูลกรองแล้วว่าหนุ่มๆ ชาตินี้ส่วนใหญ่งานดีไม่เบา อ่ะ..นอกเรื่องจนได้นะน่าตีจริงเลย มาสทริชท์มีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งของเนเธอร์เเลนด์ เก่าแก่แต่ยังคงรักษาอัตตลักษณ์ของเมืองเก่าไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสถานที่และตึกรามบ้านเรือนที่สร้างจากอิฐสีขาวเกาะกลุ่มกันไว้อย่างสวยงาม

ด้วยความที่เมืองมาสทริชท์อยู่ติดชายเเดน อีกหนึ่งเรื่องในหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองนี้บอกไว้ว่าเคยถูกปกครองจากทั้งสเปนเเละฝรั่งเศส รวมทั้งเยอรมันนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย และนางยังเป็นเมืองต้นกำเนิดสนธิสัญญญามาสทริชท์ โดยเขามีการลงนามในการจัดตั้งสหภาพยุโรป หรืออียู EU และเป็นจุดกำเนิดเงินสกุลเดี่ยวของยุโรป นั่นก็คือเงินยูโรค่ะ คุ้นๆ กันแล้วใช่ไหมคะ

แต่อะไรที่ชนะเลิศสำหรับเราคงเดากันไม่ถูกใช่ไหมคะ สรุปว่าอย่าเดาเลยค่ะเดี๋ยวจะเรื่องยาว เฉลยเลยก็แล้วกัน มันคือร้านหนังสือในโบสถ์เก่าแก่กว่า 700 ปี คิดว่าน่าจะเป็นร้านขายหนังสือที่สวยที่สุดในเนเธอร์แลนด์แล้วค่ะ ร้านนี้มีชื่อว่า The BoekhandelDominicen หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Bookstore Dominicanen อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัส Vrijthof เป็นร้านหนังสือที่พัฒนามาจากโบสถ์มินิกันเก่าแก่สไตล์โกธิค สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 (ค.ศ.1294) มาจนถึงศตวรรษที่ 18 จากนั้นปิดไป และกลายมาเป็นร้าน The Boekhandel Dominicen รีโนเวทกันมาเรื่อยๆตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2549-2556 จนปัจจุบัน
มื้อเที่ยงอันโอชะในวันนี้ก่อนจากเมืองมาสทริชท์คือ Spanish Dish อาหารสเปน  หน้าตาอาหารดูเฉยๆ กุ้งกระทะร้อน(เรียกเองอีกแล้ว) โปเตโต้ ชีส โบร้ดหรือขนมปัง และสลัดผักออร์แกนิค กลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาก เคี้ยวรวมๆแล้วรสชาติไม่เบา ดื่มน้ำเลมอนโซดาตาม อย่างนี้เขาเรียกว่ามีของ ของดีที่ว่าคือรสดี ถึงจะนั่งรับประทานแต่ขอยืนยันด้วยเล็บขบเลย เพราะเดินเยอะจนเล็บหลุด

จริงๆมีสถานที่สำคัญเยอะมากให้ดูค่ะ แต่ทริปนี้เดินแบบชิลล์ๆ ปลาซิวปลาสร้อย(ชิลล์อะไรเหรอ ไหนว่าเล็บหลุดเลยไง อิอิ.) ลัดเลาะเก็บมุมภาพที่ชอบ โหลดรูปหมดคือจบกลับบ้านนอนค่ะ ก็ตื่นเช้าเดินทั้งวันกันขนาดนั้น ขอกลับไปปรับสมดุลร่างกายกับอาการเจ็ทแล็กกันต่อให้หายขาด  เจอกันทริปหน้า คิดๆอยู่ว่าจะเน้นเที่ยวหรือเน้นรับประทานยังเดาใจตัวเองไม่ถูกเลยค่ะ “คนฮอลแลนด์ ยิ่งรวยยิ่ง ปั่นจักรยาน” (เกี่ยวกับเที่ยวและกินตรงไหน) เพราะอะไรจะกลับมาเล่าให้อ่านกันคราวหน้านะคะแล้วเจอกันใหม่ค่ะ บาย..

 

RELATED ARTICLES
- Advertisment -




Most Popular

- Advertisment -




Recent Comments