Saturday, July 20, 2024
Homeหาของแต่งรถช็อคอัพ ได้อย่างเสียอย่างเสมอ

ช็อคอัพ ได้อย่างเสียอย่างเสมอ

ช็อคอัพ มาจากคำว่า Shock Absorber  (ช็อค-อัพซอร์เบอร์) ช็อคอัพเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทกลดแรงสั่นสะเทือนของรถ โดยทำหน้าที่หน่วงการยุบและยืดตัวของสปริง หรือแหนบ ไม่ให้สปริงมีการเคลื่อนตัวเร็วเกินไป แต่อย่าเข้าใจผิดว่าใช้ช็อกคอัพรองรับน้ำหนัก ผู้ขับขี่รถบางคนอาจจะเข้าใจกันว่าช็อคอัพมีไว้รองรับน้ำหนักรถ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดจริงๆเลยครับ จริงๆแล้ว ตัวรับน้ำหนักและแรงกระแทกทั้งหมดคือสปริง หรือแหนบ ถ้ารถคุณมีแต่สปริง หรือแหนบ พอเจอถนนขรุขระและหลุมบ่อ รถคุณก็จะเด้งขึ้นเด้งลงตามค่า K ของสปริงกันจนสนุกไปเลย  ช็อคอัพ (Shock Absorber)  จึงถูกออกแบบขึ้นมา เพื่อหน่วงไม่ใช้สปริงมีการเคลื่อนตัวได้เร็วนัก

ในกรณีเวลาที่คุณต้องการเลือกช็อคอัพมาใส่รถต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า คุณต้องได้อย่างเสียอย่างเสมอ ถ้ารถคุณอยากได้ช็อคอัพที่นิ่ม มันจะหน่วงสปริงได้น้อย นั่งแล้วสบายนิ่มนวลขึ้น แต่เวลาเข้าโค้งที่มีความเร็ว ถึงในระดับหนึ่งรถก็จะออกอาการ “ย้วย” ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของช็อกคอัพแบบผิดที่ผิดเวลานั่นเอง ซึ่งนั่นเกิดจากแรงเหวี่ยง จากศูนย์กลางมันมากดช็อคอัพ แต่ถ้าในกรณีที่คุณเลือกช็อกคอัพหนึบในโค้งความนิ่มก็จะหายไปรวมทั้งบนทางตรง เนื่องจากสปริง จะเคลื่อนที่ได้น้อยมาก แต่เวลาเข้าโค้ง หรือขับซิกแซก รถคุณจะนิ่งครับ ทำให้ควบคุมรถง่าย เพราะน้ำหนักกดลงไปถึงพื้นมีความสม่ำเสมอ

ช็อคอัพ เดิมทีคือการใช้น้ำมันในการหน่วงการทำงานของกลไก โดยน้ำมันนี้ จะบรรจุอยู่ในกระบอกจนเต็มกระบอก
แท่งแกนช็อคอัพ ( Piston rod ) ถูกสอดลงไปในกระบอก มีลูกสูบวาล์ว (Piston valve) อยู่ตรงปลาย หลักการง่ายของมันคือ รูวาวล์จะต้านแรงดันน้ำมันในเวลารับแรงกดและแรงยืดกลับ เวลาจังหวะช็อคยืดตัวขึ้น น้ำมันจากห้องบน จะต้องถูกดันให้หนีลงมาห้องล่าง แต่วาล์วที่กั้นห้องนั้น มีรูขนาดเล็กมากให้น้ำมันผ่านได้จำกัดมาก ทำให้น้ำมันผ่านได้ช้าลง ผลก็คือเกิดการหน่วงไม่ให้ก้านสูบเลื่อนขึ้นเร็วเกินไป ในจังหวะช็อคอัพกดตัวลงก็เช่นกันครับ น้ำมันจากห้องล่างจะพยายามหนีขึ้นห้องบนเพราะโดนดัน วาล์วก็เป็นตัวหน่วงอีกเช่นกัน การไหลผ่านร่องวาล์วเล็กๆในกระบอกสูบ หนืดไม่หนืด ขึ้นอยู่กับขนาดวาล์วและการออกแบบ ช่องทางเดินน้ำมันในวาล์วให้ใกล้เคียงกับความต้องการการใช้งานมากที่สุด


ช็อคอัพแก๊ส

ลักษณะพิเศษของช็อคอัพแก๊ส คือการขึ้นพัฒนาจากช็อคอัพน้ำมัน ที่มีองค์ประกอบที่มีอยู่แล้ว มาสร้างห้องพิเศษไว้ห้องหนึ่งแล้วอัดแก๊สไนโตรเจนลงไป มีจุดประสงค์หลักคือทำให้มีแรงดันเพิ่มขึ้น ฟองอากาศที่จะเกิดในน้ำมันซึ่งเป็นปัญหาเดิมจะลดลง เนื่องจากเวลาช็อคอัพทำงานปกติบนถนน ช็อคอัพมีการขยับขึ้นลงมากกว่า 10 ครั้งต่อวินาทีพร้อมกับความร้อนซึ่งเกิดจากการเสียดสีเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำมันเกิดฟองอากาศ ทำให้ช็อคอัพสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานลงไป

ประเด็นสำคัญ สิ่งที่เรียกว่าช็อคอัพน้ำมันกึ่งแก๊สนั้นหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการอัดเฉพาะแก๊สเข้าไปเต็มๆ นั่นเป็นความเข้าใจผิดครับ ช็อคอัพแก๊ส ก็ยังใช้น้ำมันในการไหลผ่านวาล์วเหมือนเดิม แก๊สไม่เกี่ยวเลยแต่แรงดันจากแก๊สนี้จะสร้างแรงดันซึ่งมีผลไปสู่ฟองอากาศ ให้ลอยตัวเร็วมากขึ้นไม่เข้ามาพัวพันอยู่กับแกน และซีลช็อกคอัพ ซึ่งเป็นตัวการที่เกิดการสูญเสียดขณะที่ช็กอคอัพทำงาน
ดังนั้น ขอให้เข้าใจกันใหม่ด้วยนะครับ ว่าช็อคอัพนั้นมีแค่เป็นน้ำมันล้วน กับแบบเอาแก๊สมาอัดช่วยดันห้องล่าง แค่นั้น ช็อคอัพแก๊สเปล่าๆ ไม่มีแน่นอนครับ ในการออกแบบห้องแยกแก๊สนั้น ในอดีตมีถูกออกแบบให้เป็นเหมือนกับเสื้อสูบซึ่งมีลูกสูบหรือจะเรียกว่าผนังกั้น ก็ไม่น่าจะผิด เป็นตัวกั้นระหว่างแก๊สกับน้ำมัน มันจะทำงานรับแรงดันขึ้นลงเหมือนลูกสูบ ซึ่งลักษณะแบบนี้ จะเกิดความร้อนสะสมในตัวกระบอก ผู้ผลิตรุ่นใหม่จึงหันมาพัฒนาห้องแยกแก๊สใหม่ ด้วยวัสดุยางสังเคราะห์เนื้อพิเศษ ซึ่งทำงานคล้ายๆกับเตียงน้ำไม่มีการเสียดสีกับวัตถุอื่นจึงไม่เกิดความร้อนจึงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า

ข้อสังเกตุสำคัญว่าช็อคอัพของคุณเป็นน้ำมันหรือแก๊ส
สามารถทำได้ไม่ยาก เริ่มจาการถอดสปริงออกจากช็อกคอัพ(อันนี้ต้องหาเครื่องมือมาช่วยถอดแน่นอน) แล้วลองวางตั้งกับพื้นนะครับ เอามือกดช็อกคอัพลงไปจนสุด แล้วปล่อย ถ้าเป็นช็อกคอัพน้ำมัน มันจะจมอยู่เช่นนั้น แต่ถ้าเป็นโช้คที่มีแก๊สอยู่ด้วย มันจะค่อยๆยืดขึ้นมาเองช้าๆจนสุด สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ เพราะมีห้องแก๊สอยู่ช่วยดันให้น้ำมันในห้องล่างดันลูกสูบขึ้นไปในตำแหน่งปกติ

ความหนืดในกระบอกช็อคอัพ
ความหนืดของช็อกคอัพ จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับการออกแบบวาล์วที่ลูกสูบเท่านั้น อยู่ที่ว่าช็อคอัพตัวนั้นจะถูกปรับเซ็ทค่ามาพอดี และลงตัวแค่ไหน ไม่จำเป็นว่าต้องมีออฟชั่นมากแค่ไหน ถ้าคุณเปลี่ยนช็อคอัพน้ำมันไปเป็นแบบแก๊ส ก็มั่นใจได้อย่าง ว่ามันแข็งขึ้นแน่นอนครับ ถ้าวาล์วถูกออกแบบมาเหมือนกัน แต่ในทางกลับกันคือ เมื่อช็อกคอัพแก๊สถูกใช้ในการทำงานประเภทที่ต้องโดนเค้นประสิทธิภาพสุดๆ มันจะคงความเสถียรมากกว่า ซึ่งหมายถึงมันคงสภาพการใช้งานหนักเป็นเวลานานนั่นเอง  และเมื่อถึงกรณีนี้ จึงมีตัวช่วยของช็อคอัพเสริมขึ้นมา อย่างที่เขาเรียกกันว่า “ตัวปรับหนืด” (Rebound Adjuster)ซึ่งเจ้าตัวนี้จะทำงานโดยการปรับรูทางผ่านของน้ำมันใน  Piston Valve  ทำให้จากเดิมเป็นสองถึงสามรู ถูกบีบให้เหลือรูเดียวก็คือ การไหลของน้ำมันก็ยากขึ้น ช็อคอัพก้หนืดขึ้น อุปกรณ์นี้ จะถูกเสริมเมื่อผู้ขั่บขี่ต้องการความเที่ยงตรงให้เหมาะสมกับการงานมากที่สุด เช่นเดียวกับสปริง ที่จะมีตัว “สตรัทปรับเกลียว” (Spring preload Adjuster) ซึ่งจะช่วยในการหาความแข็งของปริงที่จะรับกับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างเหมาะสม

ปัญหาที่เกิดกับช็อคอัพ
ปัญหาของช็อคอัพ มีเรื่องสำคัญๆอยู่เรื่องเดียว คือน้ำมันรั่วออกมาจากซีลโช้ค (Seal Block) ทำให้โช้คอัพสูญเสียน้ำมัน
ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันสูญเสียความสามารถในการหน่วงไป ทำให้รถคุณวิ่งเหมือนเด้งอยู่บนสปริง ถ้าเป็นไม่มาก
ซึ่งพวกนักแข่งในสนามแข่ง เขาไม่มาก้มมุดดูช็อกคอัพให้เสียเวลา เพียงแค่เช็คดูที่หน้ายางดูก็รู้ได้แล้วครับ ถ้าสึกเป็นบั้งๆในแนวขวาง ก็สามารถฟันธงได้แล้วว่ารถคุณมีปัญหากะช็อคอัพแล้วล่ะ และเวลาที่ขับขี่รถยนต์ผ่านแนวเส้นปะเพื่อให้เราชลอรถนั้น ถ้าเราวิ่งผ่านเส้นนั้นเร็วๆ ถ้าช็อคอัพยังดี การทรงตัวของรถก็จะไม่เสียอาการ แต่ถ้าช็อคอัพไม่ดี เวลาขับผ่านด้วยความเร็ว รถจะเสียอาการเอาได้เหมือนกันนะจะบอกให้ หรือที่เช็คกันเป็นประจำแค่กดที่ตัวรถให้ยุบ รถจะต้องเด้งคืนและหยุดทันทีไม่มีการเด้งสองหรือสามจังหวะครับ

สาเหตุสำคัญที่น้ำมันจะรั่ว
ก็มาจากซีลยาง ซีลยางนี้ มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว ตามระยะของผู้ผลิตช็อคอัพ คุณควรเปลี่ยนช็อคอัพ
เมื่อรถวิ่งไปได้ในระยะทาง 100,000 กิโล หรือห้าปีอย่างน้อย โดยไม่ต้องรอให้รั่ว เพราะซีลมันเสื่อมแล้ว ถ้ารถคุณไม่ค่อยได้ใช้เลย ซีลยางคุณจะยิ่งแย่กว่าปกติ เพราะทุกครั้งที่โช้คขึ้นลง ก้านแกนโช้คจะนำเอาน้ำมันออกมาเล็กน้อยด้วยช่วยหล่อลื่นซีลครับ

การติดตั้งช็อคอัพ
เวลาติดตั้งอย่าลืมเตือนช่างหรือแม้แต่คุณเองไม่ให้ใช้คีมในการจับแกนช็อคอัพตอนขันน็อตหรือแม้แต่กรณีใดก็ตามครับ
เพราะมันจะทำให้แกนช็อคอัพเป็นรอย ซึ่งเมื่อคุณเอารถไปขี่ รอยนี้มันจะไปเสียดสีให้ซีลยางมันขาด ซึ่งก็จะนำมาซึ่งการรั่วตามมา ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นเวลาเจอช็อคอัพรั่วเร็ว บางทีก็อย่าโทษแต่ผู้ผลิตล่ะครับ มันมีปัจจัยอื่นๆอีกเพียบเลยตัวอย่างเช่นตอนขันน็อต ถ้าคุณขันแน่นเกินไปหรือองศาไม่ตรงกับจุดยึด พอเจอน้ำหนักกดปุ๊บช็อคอัพก็จะงอปั๊ปเลยครับ เพราะเมื่อช็อกคอัพท่านงอ เวลาเอาไปวิ่ง มันก็ไปขูดซีลยางอีกน่ะแหละน้ำมันก็รั่วอีกตามเคย

ข้อคำนึงเกี่ยวกับโช้คอัพ
๑.ควรเปลี่ยนทั้งสองข้างพร้อมกัน
๒.ควรเปลี่ยนให้ได้ตามรุ่นที่ผู้ผลิตโช้คทำมาเพื่อรถรุ่นนั้นๆ ไม่ควรดัดแปลง เพราะคุณไม่มีทางรู้ ค่าความแข็งของสปริงที่เหมาะสมแน่นอนครับ เพราะหากเป็นมาตรฐานของโรงงานผลิตโช้คที่ลงทุนกันเป็นพันๆล้าน พัฒนาและวิจัยกันเกือบตายกว่าจะออกมาให้รถแต่ละรุ่น
๓.หมั่นก้มดูช็อคอัพบ่อยๆครับ ว่ามีคราบน้ำมันรั่วหรือไม่
๔.เรื่องของระบบกันสะเทือน ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยเทียบเท่ากับระบบเบรค คุณควรใส่ใจกับมันให้มาก อย่าเห็นแก่ของถูก หรือเงินเพียงเล็กน้อยครับ คนไทยเรา ยังมีอุปนิสัยไม่สนใจช็อคอัพ ไม่รั่ว ไม่มีวันเปลี่ยน จริงๆแล้ว คุณควรเปลี่ยนมันเมื่อวิ่งไปได้ 100,000 กิโล หรือห้าปี เพราะซีลยางมันออกแบบมาให้มีอายุแค่นั้น ถามว่า “ช็อคไม่ดี ไม่เห็นเป็นไร ไม่เปลี่ยนไม่ได้เหรอ ขับมาสิบปีแล้ว ไม่เห็นเคยเปลี่ยนสักครั้ง” ตอบเลยนะครับ ว่าถ้าคุณวิ่งปกติดี มันก็แล้วไปครับ แต่ถ้าคุณไปเจอสถานการณ์คับขัน เบรคกะทันหัน เมื่อถึงเวลานั้น คุณจะเข้าใจว่า ช็อคอัพนั้นสำคัญกับการทรงตัวของรถขนาดไหน มาเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่นะครับ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและเพื่อนร่วมทางครับ

 

RELATED ARTICLES

1 COMMENT

  1. เด็กใหม่หัดอ่าน…
    ระหว่างรอชมพิธีมอบรางวัล Dubai 24 HR Series

    คุณต่อ ศรีอาชวนนท์ เกรฟส์ และทีมคว้าที่ 3 ไปครอง
    m/

Comments are closed.

- Advertisment -









- Advertisment -




ช็อคอัพ ได้อย่างเสียอย่างเสมอ

ช็อคอัพ มาจากคำว่า Shock Absorber  (ช็อค-อัพซอร์เบอร์) ช็อคอัพเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทกลดแรงสั่นสะเทือนของรถ โดยทำหน้าที่หน่วงการยุบและยืดตัวของสปริง หรือแหนบ ไม่ให้สปริงมีการเคลื่อนตัวเร็วเกินไป แต่อย่าเข้าใจผิดว่าใช้ช็อกคอัพรองรับน้ำหนัก ผู้ขับขี่รถบางคนอาจจะเข้าใจกันว่าช็อคอัพมีไว้รองรับน้ำหนักรถ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดจริงๆเลยครับ จริงๆแล้ว ตัวรับน้ำหนักและแรงกระแทกทั้งหมดคือสปริง หรือแหนบ ถ้ารถคุณมีแต่สปริง หรือแหนบ พอเจอถนนขรุขระและหลุมบ่อ รถคุณก็จะเด้งขึ้นเด้งลงตามค่า K ของสปริงกันจนสนุกไปเลย  ช็อคอัพ (Shock Absorber)  จึงถูกออกแบบขึ้นมา เพื่อหน่วงไม่ใช้สปริงมีการเคลื่อนตัวได้เร็วนัก

ในกรณีเวลาที่คุณต้องการเลือกช็อคอัพมาใส่รถต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า คุณต้องได้อย่างเสียอย่างเสมอ ถ้ารถคุณอยากได้ช็อคอัพที่นิ่ม มันจะหน่วงสปริงได้น้อย นั่งแล้วสบายนิ่มนวลขึ้น แต่เวลาเข้าโค้งที่มีความเร็ว ถึงในระดับหนึ่งรถก็จะออกอาการ “ย้วย” ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของช็อกคอัพแบบผิดที่ผิดเวลานั่นเอง ซึ่งนั่นเกิดจากแรงเหวี่ยง จากศูนย์กลางมันมากดช็อคอัพ แต่ถ้าในกรณีที่คุณเลือกช็อกคอัพหนึบในโค้งความนิ่มก็จะหายไปรวมทั้งบนทางตรง เนื่องจากสปริง จะเคลื่อนที่ได้น้อยมาก แต่เวลาเข้าโค้ง หรือขับซิกแซก รถคุณจะนิ่งครับ ทำให้ควบคุมรถง่าย เพราะน้ำหนักกดลงไปถึงพื้นมีความสม่ำเสมอ

ช็อคอัพ เดิมทีคือการใช้น้ำมันในการหน่วงการทำงานของกลไก โดยน้ำมันนี้ จะบรรจุอยู่ในกระบอกจนเต็มกระบอก
แท่งแกนช็อคอัพ ( Piston rod ) ถูกสอดลงไปในกระบอก มีลูกสูบวาล์ว (Piston valve) อยู่ตรงปลาย หลักการง่ายของมันคือ รูวาวล์จะต้านแรงดันน้ำมันในเวลารับแรงกดและแรงยืดกลับ เวลาจังหวะช็อคยืดตัวขึ้น น้ำมันจากห้องบน จะต้องถูกดันให้หนีลงมาห้องล่าง แต่วาล์วที่กั้นห้องนั้น มีรูขนาดเล็กมากให้น้ำมันผ่านได้จำกัดมาก ทำให้น้ำมันผ่านได้ช้าลง ผลก็คือเกิดการหน่วงไม่ให้ก้านสูบเลื่อนขึ้นเร็วเกินไป ในจังหวะช็อคอัพกดตัวลงก็เช่นกันครับ น้ำมันจากห้องล่างจะพยายามหนีขึ้นห้องบนเพราะโดนดัน วาล์วก็เป็นตัวหน่วงอีกเช่นกัน การไหลผ่านร่องวาล์วเล็กๆในกระบอกสูบ หนืดไม่หนืด ขึ้นอยู่กับขนาดวาล์วและการออกแบบ ช่องทางเดินน้ำมันในวาล์วให้ใกล้เคียงกับความต้องการการใช้งานมากที่สุด


ช็อคอัพแก๊ส

ลักษณะพิเศษของช็อคอัพแก๊ส คือการขึ้นพัฒนาจากช็อคอัพน้ำมัน ที่มีองค์ประกอบที่มีอยู่แล้ว มาสร้างห้องพิเศษไว้ห้องหนึ่งแล้วอัดแก๊สไนโตรเจนลงไป มีจุดประสงค์หลักคือทำให้มีแรงดันเพิ่มขึ้น ฟองอากาศที่จะเกิดในน้ำมันซึ่งเป็นปัญหาเดิมจะลดลง เนื่องจากเวลาช็อคอัพทำงานปกติบนถนน ช็อคอัพมีการขยับขึ้นลงมากกว่า 10 ครั้งต่อวินาทีพร้อมกับความร้อนซึ่งเกิดจากการเสียดสีเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำมันเกิดฟองอากาศ ทำให้ช็อคอัพสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานลงไป

ประเด็นสำคัญ สิ่งที่เรียกว่าช็อคอัพน้ำมันกึ่งแก๊สนั้นหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการอัดเฉพาะแก๊สเข้าไปเต็มๆ นั่นเป็นความเข้าใจผิดครับ ช็อคอัพแก๊ส ก็ยังใช้น้ำมันในการไหลผ่านวาล์วเหมือนเดิม แก๊สไม่เกี่ยวเลยแต่แรงดันจากแก๊สนี้จะสร้างแรงดันซึ่งมีผลไปสู่ฟองอากาศ ให้ลอยตัวเร็วมากขึ้นไม่เข้ามาพัวพันอยู่กับแกน และซีลช็อกคอัพ ซึ่งเป็นตัวการที่เกิดการสูญเสียดขณะที่ช็กอคอัพทำงาน
ดังนั้น ขอให้เข้าใจกันใหม่ด้วยนะครับ ว่าช็อคอัพนั้นมีแค่เป็นน้ำมันล้วน กับแบบเอาแก๊สมาอัดช่วยดันห้องล่าง แค่นั้น ช็อคอัพแก๊สเปล่าๆ ไม่มีแน่นอนครับ ในการออกแบบห้องแยกแก๊สนั้น ในอดีตมีถูกออกแบบให้เป็นเหมือนกับเสื้อสูบซึ่งมีลูกสูบหรือจะเรียกว่าผนังกั้น ก็ไม่น่าจะผิด เป็นตัวกั้นระหว่างแก๊สกับน้ำมัน มันจะทำงานรับแรงดันขึ้นลงเหมือนลูกสูบ ซึ่งลักษณะแบบนี้ จะเกิดความร้อนสะสมในตัวกระบอก ผู้ผลิตรุ่นใหม่จึงหันมาพัฒนาห้องแยกแก๊สใหม่ ด้วยวัสดุยางสังเคราะห์เนื้อพิเศษ ซึ่งทำงานคล้ายๆกับเตียงน้ำไม่มีการเสียดสีกับวัตถุอื่นจึงไม่เกิดความร้อนจึงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า

ข้อสังเกตุสำคัญว่าช็อคอัพของคุณเป็นน้ำมันหรือแก๊ส
สามารถทำได้ไม่ยาก เริ่มจาการถอดสปริงออกจากช็อกคอัพ(อันนี้ต้องหาเครื่องมือมาช่วยถอดแน่นอน) แล้วลองวางตั้งกับพื้นนะครับ เอามือกดช็อกคอัพลงไปจนสุด แล้วปล่อย ถ้าเป็นช็อกคอัพน้ำมัน มันจะจมอยู่เช่นนั้น แต่ถ้าเป็นโช้คที่มีแก๊สอยู่ด้วย มันจะค่อยๆยืดขึ้นมาเองช้าๆจนสุด สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ เพราะมีห้องแก๊สอยู่ช่วยดันให้น้ำมันในห้องล่างดันลูกสูบขึ้นไปในตำแหน่งปกติ

ความหนืดในกระบอกช็อคอัพ
ความหนืดของช็อกคอัพ จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับการออกแบบวาล์วที่ลูกสูบเท่านั้น อยู่ที่ว่าช็อคอัพตัวนั้นจะถูกปรับเซ็ทค่ามาพอดี และลงตัวแค่ไหน ไม่จำเป็นว่าต้องมีออฟชั่นมากแค่ไหน ถ้าคุณเปลี่ยนช็อคอัพน้ำมันไปเป็นแบบแก๊ส ก็มั่นใจได้อย่าง ว่ามันแข็งขึ้นแน่นอนครับ ถ้าวาล์วถูกออกแบบมาเหมือนกัน แต่ในทางกลับกันคือ เมื่อช็อกคอัพแก๊สถูกใช้ในการทำงานประเภทที่ต้องโดนเค้นประสิทธิภาพสุดๆ มันจะคงความเสถียรมากกว่า ซึ่งหมายถึงมันคงสภาพการใช้งานหนักเป็นเวลานานนั่นเอง  และเมื่อถึงกรณีนี้ จึงมีตัวช่วยของช็อคอัพเสริมขึ้นมา อย่างที่เขาเรียกกันว่า “ตัวปรับหนืด” (Rebound Adjuster)ซึ่งเจ้าตัวนี้จะทำงานโดยการปรับรูทางผ่านของน้ำมันใน  Piston Valve  ทำให้จากเดิมเป็นสองถึงสามรู ถูกบีบให้เหลือรูเดียวก็คือ การไหลของน้ำมันก็ยากขึ้น ช็อคอัพก้หนืดขึ้น อุปกรณ์นี้ จะถูกเสริมเมื่อผู้ขั่บขี่ต้องการความเที่ยงตรงให้เหมาะสมกับการงานมากที่สุด เช่นเดียวกับสปริง ที่จะมีตัว “สตรัทปรับเกลียว” (Spring preload Adjuster) ซึ่งจะช่วยในการหาความแข็งของปริงที่จะรับกับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างเหมาะสม

ปัญหาที่เกิดกับช็อคอัพ
ปัญหาของช็อคอัพ มีเรื่องสำคัญๆอยู่เรื่องเดียว คือน้ำมันรั่วออกมาจากซีลโช้ค (Seal Block) ทำให้โช้คอัพสูญเสียน้ำมัน
ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้มันสูญเสียความสามารถในการหน่วงไป ทำให้รถคุณวิ่งเหมือนเด้งอยู่บนสปริง ถ้าเป็นไม่มาก
ซึ่งพวกนักแข่งในสนามแข่ง เขาไม่มาก้มมุดดูช็อกคอัพให้เสียเวลา เพียงแค่เช็คดูที่หน้ายางดูก็รู้ได้แล้วครับ ถ้าสึกเป็นบั้งๆในแนวขวาง ก็สามารถฟันธงได้แล้วว่ารถคุณมีปัญหากะช็อคอัพแล้วล่ะ และเวลาที่ขับขี่รถยนต์ผ่านแนวเส้นปะเพื่อให้เราชลอรถนั้น ถ้าเราวิ่งผ่านเส้นนั้นเร็วๆ ถ้าช็อคอัพยังดี การทรงตัวของรถก็จะไม่เสียอาการ แต่ถ้าช็อคอัพไม่ดี เวลาขับผ่านด้วยความเร็ว รถจะเสียอาการเอาได้เหมือนกันนะจะบอกให้ หรือที่เช็คกันเป็นประจำแค่กดที่ตัวรถให้ยุบ รถจะต้องเด้งคืนและหยุดทันทีไม่มีการเด้งสองหรือสามจังหวะครับ

สาเหตุสำคัญที่น้ำมันจะรั่ว
ก็มาจากซีลยาง ซีลยางนี้ มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว ตามระยะของผู้ผลิตช็อคอัพ คุณควรเปลี่ยนช็อคอัพ
เมื่อรถวิ่งไปได้ในระยะทาง 100,000 กิโล หรือห้าปีอย่างน้อย โดยไม่ต้องรอให้รั่ว เพราะซีลมันเสื่อมแล้ว ถ้ารถคุณไม่ค่อยได้ใช้เลย ซีลยางคุณจะยิ่งแย่กว่าปกติ เพราะทุกครั้งที่โช้คขึ้นลง ก้านแกนโช้คจะนำเอาน้ำมันออกมาเล็กน้อยด้วยช่วยหล่อลื่นซีลครับ

การติดตั้งช็อคอัพ
เวลาติดตั้งอย่าลืมเตือนช่างหรือแม้แต่คุณเองไม่ให้ใช้คีมในการจับแกนช็อคอัพตอนขันน็อตหรือแม้แต่กรณีใดก็ตามครับ
เพราะมันจะทำให้แกนช็อคอัพเป็นรอย ซึ่งเมื่อคุณเอารถไปขี่ รอยนี้มันจะไปเสียดสีให้ซีลยางมันขาด ซึ่งก็จะนำมาซึ่งการรั่วตามมา ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นเวลาเจอช็อคอัพรั่วเร็ว บางทีก็อย่าโทษแต่ผู้ผลิตล่ะครับ มันมีปัจจัยอื่นๆอีกเพียบเลยตัวอย่างเช่นตอนขันน็อต ถ้าคุณขันแน่นเกินไปหรือองศาไม่ตรงกับจุดยึด พอเจอน้ำหนักกดปุ๊บช็อคอัพก็จะงอปั๊ปเลยครับ เพราะเมื่อช็อกคอัพท่านงอ เวลาเอาไปวิ่ง มันก็ไปขูดซีลยางอีกน่ะแหละน้ำมันก็รั่วอีกตามเคย

ข้อคำนึงเกี่ยวกับโช้คอัพ
๑.ควรเปลี่ยนทั้งสองข้างพร้อมกัน
๒.ควรเปลี่ยนให้ได้ตามรุ่นที่ผู้ผลิตโช้คทำมาเพื่อรถรุ่นนั้นๆ ไม่ควรดัดแปลง เพราะคุณไม่มีทางรู้ ค่าความแข็งของสปริงที่เหมาะสมแน่นอนครับ เพราะหากเป็นมาตรฐานของโรงงานผลิตโช้คที่ลงทุนกันเป็นพันๆล้าน พัฒนาและวิจัยกันเกือบตายกว่าจะออกมาให้รถแต่ละรุ่น
๓.หมั่นก้มดูช็อคอัพบ่อยๆครับ ว่ามีคราบน้ำมันรั่วหรือไม่
๔.เรื่องของระบบกันสะเทือน ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยเทียบเท่ากับระบบเบรค คุณควรใส่ใจกับมันให้มาก อย่าเห็นแก่ของถูก หรือเงินเพียงเล็กน้อยครับ คนไทยเรา ยังมีอุปนิสัยไม่สนใจช็อคอัพ ไม่รั่ว ไม่มีวันเปลี่ยน จริงๆแล้ว คุณควรเปลี่ยนมันเมื่อวิ่งไปได้ 100,000 กิโล หรือห้าปี เพราะซีลยางมันออกแบบมาให้มีอายุแค่นั้น ถามว่า “ช็อคไม่ดี ไม่เห็นเป็นไร ไม่เปลี่ยนไม่ได้เหรอ ขับมาสิบปีแล้ว ไม่เห็นเคยเปลี่ยนสักครั้ง” ตอบเลยนะครับ ว่าถ้าคุณวิ่งปกติดี มันก็แล้วไปครับ แต่ถ้าคุณไปเจอสถานการณ์คับขัน เบรคกะทันหัน เมื่อถึงเวลานั้น คุณจะเข้าใจว่า ช็อคอัพนั้นสำคัญกับการทรงตัวของรถขนาดไหน มาเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่นะครับ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและเพื่อนร่วมทางครับ

 

RELATED ARTICLES

1 COMMENT

  1. เด็กใหม่หัดอ่าน…
    ระหว่างรอชมพิธีมอบรางวัล Dubai 24 HR Series

    คุณต่อ ศรีอาชวนนท์ เกรฟส์ และทีมคว้าที่ 3 ไปครอง
    m/

Comments are closed.