Saturday, July 20, 2024
HomeTest DriveMercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde มีเงินก็ซื้อเถอะครับ

Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde มีเงินก็ซื้อเถอะครับ

ถ้าคุณมองหารถยนต์เพื่อการใช้งานอย่างครอบคลุม โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณสักเท่าไร สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อขับ หรือคุณแม่บ้านกับลูกๆ และสมาชิกในครอบครัวต่างได้ที่นั่งสบายในทุกตำแหน่งของรถ Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde เป็นไซซ์รถกลุ่ม C ของเมอร์เซเดสที่มีขนาดและมิติรถอยู่ในย่านการใช้งานที่กำลังพอเหมาะพอเจาะในหลายๆ สถานการณ์ และทั้งหมดนี้คือคำตอบที่เราได้จากรถคันนี้หลังจากใช้เวลาเรียนรู้และสัมผัสมาด้วยตัวเอง

มองผ่านๆหางตายังรู้ว่านี่คือเบนซ์

วันนี้เรามาสัมผัสรุ่น GLC 220 d 4MATIC Avantgarde แม้เปิดตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ด้วยความเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีจุดเด่นในเรื่องความประหยัดเชื้อเพลิง ในขณะที่ยังใส่ความนุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อเข้าไปในรถ หรือแสดงความรุนแรงของเครื่องยนต์ได้เมื่อต้องการที่มีโอกาส ทำให้ Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ฉีกกฎท่ามกลางกระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังเบียดพื้นที่รถน้ำมันเข้ามาทุกวัน

แน่นอนครับ รถเบนซ์ คือยานยนต์ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน ด้วยการออกแบบหน้าตา รูปทรงที่มองมุมไหนก็ยังรู้ว่านี่คือ”เบนซ์“ ไฟหน้ารูปไข่เรียวยาว รับกับกระจังหน้าที่ออกแแบให้เป็นซี่ๆ คาดเอาไว้ด้วยแถบโครเมี่ยมพร้อมกับโลโก้“ดาวสามแฉก”ขนาดใหญ่ กันชนหน้าที่สอดรับกันทั้งชุด ดูกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

GLC 220 d 4MATIC Avantgarde ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงแก่ผู้ขับขี่ด้วยการติดตั้งไฟหน้า LED high-performance ช่วยให้แสงสว่างบนท้องถนนได้มากขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้น และไฟท้ายแบบ LED ที่สามารถปรับแสงของไฟตามแสงภายนอกโดยอัตโนมัติ

ชายล่างคาดคิวดำรอบคันไล่ตั้งแต่ชายกันชนหน้าไปถึงกันชนหลัง นอกจากเพิ่มความคมเข้มแล้ว ยังช่วยป้องกันรอยที่เกิดจากเศษหินกระเด็นใส่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นที่ชายล่างขอบประตู ยังเพิ่มบันไดมาให้เพื่อความสะดวกในการขึ้นลง (เน้นให้สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง)

ชุดไฟท้ายเรียวยาวดูเรียบร้อย มองเห็นได้อย่างชัดเจนฝาท้ายไฟฟ้าเปิดขึ้นทั้งบาน สะดวกทั้งหญิงและชาย  มองที่ขอบชายล่างกันชน มีชุดโครเมี่ยมตัดกับสีดำ ดูเท่ แต่ที่เห็น ไม่ใช่ที่เป็น เพราะที่หลายท่านเห็นอาจจะเข้าใจว่าคือปลายท่อไอเสีย แต่จริงๆแล้ว เป็นชุดแต่งหลอกตาเอาไว้เท่านั้น ปลายท่อจริงๆ อยู่ด้านล่างใต้ท้องรถ  เท่าที่จำได้ รถค่ายนี้ไม่เคยปล่อยปลายท่อไอเสียออกท้ายรถตรงๆ เหตุผลคือ ป้องกันการย้อนกลับเข้าในห้องโดยสารเมื่อวิ่งด้วยความเร็ว

ภายในห้องโดยสารที่เรียบหรู เน้นความสะดวกสบาย เข้าถึงการใช้งานพื้นฐานได้ง่าย  แสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Digital Instrument cluster ขนาด 12.3 นิ้ว แบบ Full screen และหน้าจอตรงกลางความละเอียดสูงขนาด 11.9 นิ้ว สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลในแต่ละตำแหน่งตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ สถานะของตัวรถ เพลง โทรศัพท์ และระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ควบคุมการขับขี่ด้วยการติดตั้งพวงมาลัยแบบใหม่ Generation ที่ 5 ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ให้ลักษณะการควบคุมเป็นไปอย่างธรรมชาติด้วยระบบสัมผัสแบบ Touch control

บริเวณปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย มาพร้อมเบาะนั่งแบบ Comfort seats สามารถปรับด้วยไฟฟ้า และระบบดันหลัง 4 ทิศทาง แบบ Lumbar support ทั้งยังติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ระบบฟอกอากาศแบบ ENERGIZING AIR CONTROL ระบบตรวจวัดระดับฝุ่นละออง PM 2.5 ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบ Wireless charging และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกหลายรายการอย่างครบครัน 

และยังได้มีการผสานระบบการเชื่อมต่อและการสื่อสารในยุคดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ โดยรองรับระบบปฏิบัติการ MBUX7 รุ่นล่าสุดพร้อม Mercedes me connect ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สามารถสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” หรือ “สวัสดี เมอร์เซเดส” ซึ่งรองรับการใช้งานกว่า 27 ภาษาทั่วโลก

ทั้งยังปลอดภัยด้วยระบบเข้าใช้งาน User profile แบบ Fingerprint scanner ที่ใช้ลายนิ้วมือยืนยันผู้ใช้งานในตำแหน่งคนขับ สามารถจดจำได้มากถึง 7 Users โดยระบบจะจดจำตำแหน่งที่นั่ง ไฟภายในห้องโดยสาร แผนที่และการตั้งค่าต่าง ๆ ในทุกครั้งที่ใช้งาน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับบรรยากาศในการขับขี่ จึงสามารถเพลิดเพลินไปกับ Premium Ambient lighting ปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 เฉดสี ที่จะช่วยเพิ่มสุนทรียภาพภายในห้องโดยสารให้รื่นรมย์ยิ่งขึ้น ความได้เปรียบของตัว GLC คือ มีพื้นด้านหลังที่บรรทุกสัมภาระ ที่สามารถจุได้มากถึง 620 – 1,680 ลิตร ให้ความสะดวกสบายในการจัดเก็บได้เต็มๆและเป็นระเบียบ

มาถึงหัวใจของรถคันนี้

เครื่องยนต์ Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde
นับเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักของเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล รหัส OM654M แบบ 4 สูบเรียง ขนาด 1,993
ซีซี พร้อมระบบอัดอากาศ turbochargers ที่ระบายความร้อนด้วยระบบ Water-cooled turbocharger ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ ISG (Integrated starter generator) พร้อมแบตเตอรี่แบบ 48V
on-board electrical system ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้านี้จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ในขณะเบรก สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์แบบเงียบ ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและลดการสั่นในการสตาร์ทเครื่องยนต์ขณะใช้งาน Eco Start/Stop

Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde ยังช่วยเพิ่มแรงบิดและรอบเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องยนต์มีอุณหภูมิต่ำ โดยมอบพละกำลังได้สูงถึง 17 กิโลวัตต์ อีกหนึ่งในที่มาของกำลังแรงม้ารวมสูงสุด 197 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที จับคู่กับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ยังทรงพลัง และสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 6.5% ที่ผ่านการทดสอบและพิสูจน์มาเรียบร้อยแล้ว

ช่วงล่างมาพร้อมล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตแบบ Multi-spoke ขนาด 19 นิ้ว ผสานการทำงานกับ Comfort Suspension ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลในทุกพื้นที่ถนน นอกจากนี้ ยังติดตั้ง Blind Spot Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนก่อนออกจากรถแบบ exit warning ระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ (HANDS-FREE ACCESS) และระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO ให้ทุกช่วงเวลาของการขับขี่เป็นไปอย่างเหนือระดับ

มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่ครบครันตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยแบบ Active Safety อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง และระบบรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร

นอกจากนี้ ยังได้เสริมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยขั้นสูงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่แบบออฟโรดในทุกเส้นทางด้วยการติดตั้ง OFF-ROAD Engineering Package ที่มาพร้อม underbody protection โดยติดตั้งกล้องรอบคัน 360° ที่ให้การแสดงผลใหม่แบบ Transparent bonnet ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพจริงในจุดอับสายตาบริเวณหน้ารถ เปรียบเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวตลอดการขับขี่

การเดินทางที่เงียบสงบ

ครั้งนี้เราได้ลองขับ GLC 220 d 4MATIC Avantgarde คันนี้ในเส้นทาง ไป/กลับ กทม.-เชียงใหม่ รวมระยะทางมากกว่า 1,400 กม. เราเลือกเดินทางเวลากลางคืน ด้วยเหตุผลเรื่องกำหนดเวลา จากนาทีแรกที่เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เราเลือกโหมดการขับขี่แบบ Comfort  เพื่อให้รถเซ็ตระบบต่างๆให้นุ่มนวลที่สุด ช่วงล่าง พวงมาลัย และการตอบสนองของเครื่องยนต์ โดยส่วนตัว ที่เลือกใช้โหมดนี้เพราะการขับขี่ทางไกลๆ  อาการตอบสนองของรถจะมีผลกับความอ่อนล้ามากที่สุด

ในการเดินทาง กลางคืน นอกจากผู้ขับขี่แล้ว ประสิทธิภาพของรถก็สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไฟแสงสว่างที่ได้จาก GLC ที่ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างช่วยให้ขับอย่างมั่นใจ นอกจากนั้น การเก็บเสียงรบกวนจากภาพนอก โดยเฉพาะจากพื้นถนนที่แทบจะไม่ขึ้นมารบกวนสมาธิเลย

อัตราเร่ง การตอบสนองของเครื่องยนต์เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่พรวดพราด คือเร่งได้เร็ว แต่ไม่น่ากลัว และที่สร้างความพึงพอใจได้มากที่สุดในช่วงเวลานี้คือ อัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเมื่อขับที่ความเร็วเดินทางในย่าน 80-120 กม./ชม.ตัวเลขการใช้เชื้อเพลิงดีเซลจะอยู่ที่ประมาณ 20-21 กม./ลิตร (ตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18-20 กม./ลิตร)

สำหรับผู้เขียน ด้วยตัวเลข และการตอบสนองของรถตลอดการเดินทางครั้งนี้ จัดว่าสมบูรณ์ ครบถ้วน

GLC 220 d 4MATIC Avantgarde วางจำหน่ายในราคา 3,720,000 บาท โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Obsidian Black) สีน้ำเงิน (Nautic Blue) สีเงิน (Mojave Silver) สีเงิน (High-tech Silver) และสีเทา (Graphite Grey)

RELATED ARTICLES
- Advertisment -









- Advertisment -




Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde มีเงินก็ซื้อเถอะครับ

ถ้าคุณมองหารถยนต์เพื่อการใช้งานอย่างครอบคลุม โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณสักเท่าไร สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อขับ หรือคุณแม่บ้านกับลูกๆ และสมาชิกในครอบครัวต่างได้ที่นั่งสบายในทุกตำแหน่งของรถ Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde เป็นไซซ์รถกลุ่ม C ของเมอร์เซเดสที่มีขนาดและมิติรถอยู่ในย่านการใช้งานที่กำลังพอเหมาะพอเจาะในหลายๆ สถานการณ์ และทั้งหมดนี้คือคำตอบที่เราได้จากรถคันนี้หลังจากใช้เวลาเรียนรู้และสัมผัสมาด้วยตัวเอง

มองผ่านๆหางตายังรู้ว่านี่คือเบนซ์

วันนี้เรามาสัมผัสรุ่น GLC 220 d 4MATIC Avantgarde แม้เปิดตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ด้วยความเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีจุดเด่นในเรื่องความประหยัดเชื้อเพลิง ในขณะที่ยังใส่ความนุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อเข้าไปในรถ หรือแสดงความรุนแรงของเครื่องยนต์ได้เมื่อต้องการที่มีโอกาส ทำให้ Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ฉีกกฎท่ามกลางกระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังเบียดพื้นที่รถน้ำมันเข้ามาทุกวัน

แน่นอนครับ รถเบนซ์ คือยานยนต์ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน ด้วยการออกแบบหน้าตา รูปทรงที่มองมุมไหนก็ยังรู้ว่านี่คือ”เบนซ์“ ไฟหน้ารูปไข่เรียวยาว รับกับกระจังหน้าที่ออกแแบให้เป็นซี่ๆ คาดเอาไว้ด้วยแถบโครเมี่ยมพร้อมกับโลโก้“ดาวสามแฉก”ขนาดใหญ่ กันชนหน้าที่สอดรับกันทั้งชุด ดูกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

GLC 220 d 4MATIC Avantgarde ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงแก่ผู้ขับขี่ด้วยการติดตั้งไฟหน้า LED high-performance ช่วยให้แสงสว่างบนท้องถนนได้มากขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้น และไฟท้ายแบบ LED ที่สามารถปรับแสงของไฟตามแสงภายนอกโดยอัตโนมัติ

ชายล่างคาดคิวดำรอบคันไล่ตั้งแต่ชายกันชนหน้าไปถึงกันชนหลัง นอกจากเพิ่มความคมเข้มแล้ว ยังช่วยป้องกันรอยที่เกิดจากเศษหินกระเด็นใส่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นที่ชายล่างขอบประตู ยังเพิ่มบันไดมาให้เพื่อความสะดวกในการขึ้นลง (เน้นให้สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง)

ชุดไฟท้ายเรียวยาวดูเรียบร้อย มองเห็นได้อย่างชัดเจนฝาท้ายไฟฟ้าเปิดขึ้นทั้งบาน สะดวกทั้งหญิงและชาย  มองที่ขอบชายล่างกันชน มีชุดโครเมี่ยมตัดกับสีดำ ดูเท่ แต่ที่เห็น ไม่ใช่ที่เป็น เพราะที่หลายท่านเห็นอาจจะเข้าใจว่าคือปลายท่อไอเสีย แต่จริงๆแล้ว เป็นชุดแต่งหลอกตาเอาไว้เท่านั้น ปลายท่อจริงๆ อยู่ด้านล่างใต้ท้องรถ  เท่าที่จำได้ รถค่ายนี้ไม่เคยปล่อยปลายท่อไอเสียออกท้ายรถตรงๆ เหตุผลคือ ป้องกันการย้อนกลับเข้าในห้องโดยสารเมื่อวิ่งด้วยความเร็ว

ภายในห้องโดยสารที่เรียบหรู เน้นความสะดวกสบาย เข้าถึงการใช้งานพื้นฐานได้ง่าย  แสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Digital Instrument cluster ขนาด 12.3 นิ้ว แบบ Full screen และหน้าจอตรงกลางความละเอียดสูงขนาด 11.9 นิ้ว สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลในแต่ละตำแหน่งตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ สถานะของตัวรถ เพลง โทรศัพท์ และระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ควบคุมการขับขี่ด้วยการติดตั้งพวงมาลัยแบบใหม่ Generation ที่ 5 ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ให้ลักษณะการควบคุมเป็นไปอย่างธรรมชาติด้วยระบบสัมผัสแบบ Touch control

บริเวณปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย มาพร้อมเบาะนั่งแบบ Comfort seats สามารถปรับด้วยไฟฟ้า และระบบดันหลัง 4 ทิศทาง แบบ Lumbar support ทั้งยังติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ระบบฟอกอากาศแบบ ENERGIZING AIR CONTROL ระบบตรวจวัดระดับฝุ่นละออง PM 2.5 ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบ Wireless charging และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกหลายรายการอย่างครบครัน 

และยังได้มีการผสานระบบการเชื่อมต่อและการสื่อสารในยุคดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ โดยรองรับระบบปฏิบัติการ MBUX7 รุ่นล่าสุดพร้อม Mercedes me connect ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สามารถสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” หรือ “สวัสดี เมอร์เซเดส” ซึ่งรองรับการใช้งานกว่า 27 ภาษาทั่วโลก

ทั้งยังปลอดภัยด้วยระบบเข้าใช้งาน User profile แบบ Fingerprint scanner ที่ใช้ลายนิ้วมือยืนยันผู้ใช้งานในตำแหน่งคนขับ สามารถจดจำได้มากถึง 7 Users โดยระบบจะจดจำตำแหน่งที่นั่ง ไฟภายในห้องโดยสาร แผนที่และการตั้งค่าต่าง ๆ ในทุกครั้งที่ใช้งาน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับบรรยากาศในการขับขี่ จึงสามารถเพลิดเพลินไปกับ Premium Ambient lighting ปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 เฉดสี ที่จะช่วยเพิ่มสุนทรียภาพภายในห้องโดยสารให้รื่นรมย์ยิ่งขึ้น ความได้เปรียบของตัว GLC คือ มีพื้นด้านหลังที่บรรทุกสัมภาระ ที่สามารถจุได้มากถึง 620 – 1,680 ลิตร ให้ความสะดวกสบายในการจัดเก็บได้เต็มๆและเป็นระเบียบ

มาถึงหัวใจของรถคันนี้

เครื่องยนต์ Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde
นับเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักของเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล รหัส OM654M แบบ 4 สูบเรียง ขนาด 1,993
ซีซี พร้อมระบบอัดอากาศ turbochargers ที่ระบายความร้อนด้วยระบบ Water-cooled turbocharger ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ ISG (Integrated starter generator) พร้อมแบตเตอรี่แบบ 48V
on-board electrical system ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้านี้จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ในขณะเบรก สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์แบบเงียบ ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและลดการสั่นในการสตาร์ทเครื่องยนต์ขณะใช้งาน Eco Start/Stop

Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde ยังช่วยเพิ่มแรงบิดและรอบเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องยนต์มีอุณหภูมิต่ำ โดยมอบพละกำลังได้สูงถึง 17 กิโลวัตต์ อีกหนึ่งในที่มาของกำลังแรงม้ารวมสูงสุด 197 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที จับคู่กับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ยังทรงพลัง และสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 6.5% ที่ผ่านการทดสอบและพิสูจน์มาเรียบร้อยแล้ว

ช่วงล่างมาพร้อมล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตแบบ Multi-spoke ขนาด 19 นิ้ว ผสานการทำงานกับ Comfort Suspension ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลในทุกพื้นที่ถนน นอกจากนี้ ยังติดตั้ง Blind Spot Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนก่อนออกจากรถแบบ exit warning ระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ (HANDS-FREE ACCESS) และระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO ให้ทุกช่วงเวลาของการขับขี่เป็นไปอย่างเหนือระดับ

มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่ครบครันตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยแบบ Active Safety อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง และระบบรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร

นอกจากนี้ ยังได้เสริมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยขั้นสูงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่แบบออฟโรดในทุกเส้นทางด้วยการติดตั้ง OFF-ROAD Engineering Package ที่มาพร้อม underbody protection โดยติดตั้งกล้องรอบคัน 360° ที่ให้การแสดงผลใหม่แบบ Transparent bonnet ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพจริงในจุดอับสายตาบริเวณหน้ารถ เปรียบเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวตลอดการขับขี่

การเดินทางที่เงียบสงบ

ครั้งนี้เราได้ลองขับ GLC 220 d 4MATIC Avantgarde คันนี้ในเส้นทาง ไป/กลับ กทม.-เชียงใหม่ รวมระยะทางมากกว่า 1,400 กม. เราเลือกเดินทางเวลากลางคืน ด้วยเหตุผลเรื่องกำหนดเวลา จากนาทีแรกที่เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เราเลือกโหมดการขับขี่แบบ Comfort  เพื่อให้รถเซ็ตระบบต่างๆให้นุ่มนวลที่สุด ช่วงล่าง พวงมาลัย และการตอบสนองของเครื่องยนต์ โดยส่วนตัว ที่เลือกใช้โหมดนี้เพราะการขับขี่ทางไกลๆ  อาการตอบสนองของรถจะมีผลกับความอ่อนล้ามากที่สุด

ในการเดินทาง กลางคืน นอกจากผู้ขับขี่แล้ว ประสิทธิภาพของรถก็สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไฟแสงสว่างที่ได้จาก GLC ที่ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างช่วยให้ขับอย่างมั่นใจ นอกจากนั้น การเก็บเสียงรบกวนจากภาพนอก โดยเฉพาะจากพื้นถนนที่แทบจะไม่ขึ้นมารบกวนสมาธิเลย

อัตราเร่ง การตอบสนองของเครื่องยนต์เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่พรวดพราด คือเร่งได้เร็ว แต่ไม่น่ากลัว และที่สร้างความพึงพอใจได้มากที่สุดในช่วงเวลานี้คือ อัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเมื่อขับที่ความเร็วเดินทางในย่าน 80-120 กม./ชม.ตัวเลขการใช้เชื้อเพลิงดีเซลจะอยู่ที่ประมาณ 20-21 กม./ลิตร (ตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18-20 กม./ลิตร)

สำหรับผู้เขียน ด้วยตัวเลข และการตอบสนองของรถตลอดการเดินทางครั้งนี้ จัดว่าสมบูรณ์ ครบถ้วน

GLC 220 d 4MATIC Avantgarde วางจำหน่ายในราคา 3,720,000 บาท โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Obsidian Black) สีน้ำเงิน (Nautic Blue) สีเงิน (Mojave Silver) สีเงิน (High-tech Silver) และสีเทา (Graphite Grey)

RELATED ARTICLES